รีวิว SAPPORO BONE CentralWorld ร้านสเต๊กหมูจากซัปโปโร! Imo Buta สันนอกหมด เลยลองสันใน นุ่มจนใช้ส้อมฉีกได้ เนื้อ Harami ก็เด็ด
ปกติถ้าพูดถึงร้าน Steakhouse หลายคนคงนึกถึงสเต๊กเนื้อวัวเป็นพระเอกใช่ไหมครับ โดยเฉพาะเนื้อวากิวหรือเนื้อดรายเอจ แต่ร้านที่ผมจะพามาลองวันนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะเขาเน้น “สเต๊กหมู” เป็นตัวชูโรง!
ร้านนี้ชื่อว่า SAPPORO BONE (ซัปโปโร โบน) อยู่ที่ CentralWorld ชั้น 6 เป็นร้านสเต๊กสไตล์ญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดแบรนด์จากเมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น จุดที่ทำให้ผมสนใจคือเมนู Imo Buta หรือหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมมันหวานญี่ปุ่น ซึ่งทางร้านชูจุดเด่นเรื่องความนุ่ม ความฉ่ำ และรสอูมามิของเนื้อหมู ดูจากเมนูแล้ว สเต๊กหมูแต่ละชิ้นใหญ่เอาเรื่องเหมือนกันครับ มีให้เลือกทั้งสันนอก สันใน พอร์คชอปติดกระดูก และซี่โครงหมู บางเมนูมีขนาดใหญ่ถึง 660 กรัม!
รอบนี้ผมตั้งใจมาลอง Imo Buta Loin Steak หรือสเต๊กหมูสันนอก แต่ปรากฏว่า… หมดครับ!
สุดท้ายเลยเปลี่ยนมาสั่ง Imo Buta Tenderloin Steak หรือสเต๊กหมูสันใน แทน ตอนแรกก็แอบเสียดาย เพราะตั้งใจมาลองสันนอกโดยเฉพาะ แต่พอได้กินสันในจริงๆ กลับประทับใจมาก เนื้อหมูนุ่มจนแทบไม่ต้องใช้มีด เอาส้อมฉีกก็แยกออกจากกันได้แล้ว! และไม่ได้มีดีแค่หมูนะครับ เพราะรอบนี้ยังลองสเต๊กเนื้อ Harami จากออสเตรเลียด้วย ซึ่งเนื้อนุ่มมากๆ ไม่แพ้กัน
ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง Imo Buta กับหมู Hyg และทำไมร้านนี้ถึงมีซอสให้เลือกเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวพาไปดูกันครับ
SAPPORO BONE มีต้นกำเนิดจากซัปโปโรจริงไหม?
เรื่องนี้น่าสนใจครับ เพราะ SAPPORO BONE ไม่ใช่ร้านที่เพิ่งสร้างแบรนด์ขึ้นมาในประเทศไทยแล้วตั้งชื่อให้ดูเป็นญี่ปุ่น จากข้อมูลประวัติที่ผู้ดำเนินการเผยแพร่ ร้าน SAPPORO BONE ดั้งเดิมเปิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2015 ในย่าน Tanukikoji (ทานุกิโคจิ) เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เดิมทีเป็นร้านแนว Meat Bar ที่เน้นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเมนูเนื้อชิ้นใหญ่และเนื้อติดกระดูก
แต่ภายหลังร้านต้นฉบับในญี่ปุ่นได้ปิดกิจการลง ก่อนที่แบรนด์ SAPPORO BONE จะถูกนำกลับมาเปิดตัวอีกครั้งในประเทศไทย วันที่ 9 ตุลาคม 2026 SAPPORO BONE เปิดให้บริการที่ CentralWorld ชั้น 6 โดยปรับแนวคิดจาก Meat Bar มาเป็นร้าน Japanese-Style Pork Steak ที่ให้ความสำคัญกับสเต๊กหมูเป็นพิเศษ
จึงไม่ใช่การยกเมนูร้านเดิมจากญี่ปุ่นมาเปิดเหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นการนำชื่อแบรนด์และแนวคิดเรื่องอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาต่อยอดใหม่สำหรับตลาดไทย ส่วนธุรกิจในประเทศไทยมีความร่วมมือระหว่างบริษัทจากญี่ปุ่นและพันธมิตรในไทย รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ Osaka Ohsho
สำหรับผม จุดที่น่าสนใจคือร้านเลือกทำอะไรที่แตกต่างจาก Steakhouse ทั่วไป ในขณะที่หลายร้านแข่งขันกันด้วยเนื้อวัวพรีเมียม SAPPORO BONE กลับเลือกยกระดับสเต๊กหมูให้เป็นพระเอก และพอดูรายละเอียดเมนูแล้ว ก็เข้าใจเลยว่าร้านจริงจังกับหมูมากแค่ไหน
ทำไม SAPPORO BONE ถึงเน้นสเต๊กหมู?
ปกติร้านสเต๊กทั่วไปอาจมี Pork Chop หรือสเต๊กหมูให้เลือกเพียงไม่กี่เมนู แต่ SAPPORO BONE กลับแยกประเภทหมูค่อนข้างละเอียด มีทั้ง Pork Loin (สันนอก), Pork Tenderloin (สันใน), Pork Chop (หมูติดกระดูก) และ Pork Spare Ribs (ซี่โครงหมู) ที่สำคัญยังมีหมูให้เลือกสองกลุ่ม ได้แก่ Imo Buta และ Hyg ซึ่งมีราคาต่างกันตามชนิดและขนาดของเนื้อ
ร้านยังระบุในเมนูว่าใช้แนวทางปรุงแบบ Slow-cooked เพื่อให้เนื้อนุ่ม ก่อนนำไปย่างให้เกิดสีและกลิ่นหอมที่ผิวด้านนอก วิธีนี้เหมาะกับสเต๊กหมูชิ้นหนา เพราะการควบคุมความร้อนเป็นเรื่องสำคัญมาก หากใช้ความร้อนสูงเกินไปหรือปรุงนานเกิน เนื้อหมูโดยเฉพาะส่วนที่มีไขมันน้อยอาจแห้งและแข็งได้ง่าย แต่ถ้าควบคุมอุณหภูมิได้ดี ก็สามารถทำให้เนื้อหมูชิ้นหนานุ่มและฉ่ำได้เช่นกัน
Imo Buta คืออะไร? ทำไมถึงเป็นหมูพรีเมียมของร้าน?
ชื่อ Imo Buta (いも豚) เป็นภาษาญี่ปุ่น โดยคำว่า Imo หมายถึงมันหรือพืชหัว ส่วน Buta หมายถึงหมู จากข้อมูลในเมนูของ SAPPORO BONE ร้านอธิบายว่า Imo Buta เป็นหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมมันหวานญี่ปุ่น โดยเน้นคุณภาพของเนื้อและไขมัน รวมถึงรสอูมามิ ในเมนูยังมีการกล่าวถึงสารอาหารอย่างวิตามินอี กรดกลูตามิก และกรดโอเลอิกด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจก่อนว่า Imo Buta ไม่ได้เป็นชื่อสายพันธุ์หมูโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับแนวทางการเลี้ยงและอาหารที่ใช้เลี้ยงหมู และชื่อญี่ปุ่นก็ไม่ได้หมายความว่าหมูทุกชิ้นจะต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นเสมอไป เพราะแหล่งเลี้ยงและผู้ผลิตอาจแตกต่างกันได้
สิ่งที่ร้านพยายามนำเสนอคือคุณภาพเนื้อหมูที่ให้ความสำคัญกับความนุ่ม ความฉ่ำ และรสชาติของไขมัน แต่ในแง่ของการกินจริง ความนุ่มไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารที่หมูกินอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้องกับส่วนของเนื้อ การเลี้ยง และเทคนิคการปรุงด้วย
Imo Buta กับ Hyg ต่างกันยังไง?
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือร้านมีหมู Hyg ให้เลือกในราคาย่อมเยากว่า Imo Buta จากเมนูหน้าร้าน ความแตกต่างของราคาบางขนาดไม่ได้สูงมากนัก
| เมนู | Imo Buta | Hyg |
|---|---|---|
| สันนอก 220 กรัม | 299 บาท | 249 บาท |
| สันนอก 450 กรัม | 499 บาท | 449 บาท |
| สันนอก 660 กรัม | 699 บาท | 599 บาท |
| สันใน 180 กรัม | 299 บาท | 249 บาท |
| สันใน 360 กรัม | 499 บาท | 399 บาท |
| พอร์คชอปติดกระดูก | 499 บาท | 459 บาท |
ราคาจากเมนูหน้าร้าน ยังไม่รวม Service Charge 10%
จากการจัดวางเมนู Imo Buta เป็นกลุ่มหมูพรีเมียมที่ร้านชูเรื่องคุณภาพเนื้อและอาหารที่ใช้เลี้ยง ส่วน Hyg เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ราคาย่อมเยากว่า แต่สำหรับเรื่องรสชาติและความนุ่ม ผมยังไม่อยากฟันธงว่าตัวไหนดีกว่ากัน เพราะรอบนี้ผมได้ลองเฉพาะ Imo Buta ยังไม่ได้กิน Hyg เปรียบเทียบโดยตรงครับ ถ้าใครกำลังเลือกระหว่างสองแบบ และอยากรู้ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นคุ้มไหม ผมว่าเป็นอีกเรื่องที่น่าลองสั่งมาเทียบกัน
สันนอกกับสันใน ต่างกันยังไง? เลือกส่วนไหนดี?
เรื่องนี้สำคัญครับ เพราะถึงจะเป็นหมู Imo Buta เหมือนกัน แต่เนื้อแต่ละส่วนให้สัมผัสแตกต่างกัน
- Pork Loin หรือสันนอก เป็นเนื้อบริเวณแนวหลังของหมู มีเนื้อค่อนข้างแน่นและเป็นชิ้นใหญ่ เหมาะกับการทำสเต๊กชิ้นหนา โดยบางชิ้นอาจมีชั้นไขมันบริเวณขอบ ช่วยเพิ่มรสชาติและความฉ่ำ
- Pork Tenderloin หรือสันใน เป็นกล้ามเนื้อที่ใช้งานค่อนข้างน้อย จึงมีความนุ่มตามธรรมชาติสูง และมีไขมันแทรกไม่มาก
ถ้าชอบเนื้อที่นุ่ม เคี้ยวง่าย สันในมักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าชอบเนื้อที่มีสัมผัสแน่นขึ้นและอยากได้รสชาติจากไขมันบริเวณขอบเนื้อ สันนอกก็มีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง สำหรับผม รอบนี้ตั้งใจมากินสันนอก แต่พอของหมดเลยเปลี่ยนมาเป็นสันในแทน และบอกเลยว่า สันในที่ได้กินนุ่มมากจริงๆ
นุ่มขนาดไหน เดี๋ยวไปเล่ากันในส่วนรีวิวอาหารครับ
Imo Buta Tenderloin Steak 360 กรัม (499 บาท) — สเต๊กหมูสันใน นุ่มจนใช้ส้อมฉีกได้!
มาถึงเมนูที่ผมประทับใจที่สุดในมื้อนี้กันครับ Imo Buta Tenderloin Steak ขนาด 360 กรัม ราคา 499 บาท อย่างที่เล่าไปตอนแรก จริงๆ ผมตั้งใจมาลอง Imo Buta Loin Steak หรือสเต๊กหมูสันนอก เพราะดูจากเมนูแล้วน่าจะเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของร้าน แถมมีให้เลือกตั้งแต่ 220 กรัม ไปจนถึง 660 กรัมเลยทีเดียว
แต่วันที่ผมไป สันนอก Imo Buta หมดครับ!
สุดท้ายเลยเปลี่ยนมาเป็น Imo Buta Tenderloin Steak หรือสเต๊กหมูสันใน แทน ซึ่งตอนแรกก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะอยากรู้ว่าสันนอกของร้านจะอร่อยขนาดไหน แต่พอได้กินสันในจริงๆ กลับประทับใจมากครับ เนื้อหมูนุ่มมาก! นุ่มจนแทบไม่ต้องใช้มีด เอาส้อมฉีกเนื้อก็แยกออกจากกันได้แล้ว
ปกติผมเคยกินสเต๊กหมูบางร้านที่เนื้อค่อนข้างแน่น ต้องออกแรงหั่นหรือเคี้ยวอยู่พอสมควร แต่ของ SAPPORO BONE ตัวนี้ให้สัมผัสต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเป็นสเต๊กหมูชิ้นหนาขนาด 360 กรัม แต่เนื้อกลับนุ่มขนาดนี้ ถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจครับ
ทำไมสันในหมูถึงนุ่ม?
ตรงนี้มีเกร็ดเล็กๆ ที่น่าสนใจครับ
Tenderloin หรือสันใน เป็นกล้ามเนื้อที่ใช้งานค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นของหมู จึงมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันไม่มาก และเป็นหนึ่งในส่วนที่มีความนุ่มตามธรรมชาติสูง แต่ข้อเสียคือสันในมีไขมันค่อนข้างน้อย ถ้าปรุงด้วยความร้อนสูงเกินไปหรือใช้เวลานานเกิน เนื้อก็สามารถแห้งได้ง่ายเหมือนกัน
ดังนั้นความนุ่มของสเต๊กจานนี้ไม่ได้มาจากการเลือกใช้เนื้อสันในเพียงอย่างเดียว แต่การควบคุมอุณหภูมิและวิธีปรุงก็มีส่วนสำคัญด้วย ทางร้านระบุว่าใช้เทคนิค Slow-cooked ก่อนนำไปย่างเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติที่ผิวเนื้อ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้สเต๊กชิ้นหนาสุกได้สม่ำเสมอมากขึ้น หากควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสม
สำหรับผม ผลลัพธ์ที่ได้จากจานนี้คือความนุ่มที่ประทับใจจริงๆ และยิ่งทำให้อยากกลับมาลอง Imo Buta สันนอกอีกครั้ง ว่าจะมีเนื้อสัมผัสและรสชาติแตกต่างจากสันในมากน้อยแค่ไหน
ทีเด็ดอีกอย่างของ SAPPORO BONE คือเรื่องซอส มีให้ถึง 3 ชนิด!
อีกจุดที่ผมชอบเกี่ยวกับร้านนี้คือ ระบบการเลือกซอสสำหรับสเต๊กหมู ครับ ปกติเวลาไปร้านสเต๊ก เราอาจได้ซอสมาเพียงหนึ่งชนิด หรือถ้าอยากลองซอสอื่นก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ที่ SAPPORO BONE สเต๊กหมูจะมีซอสพื้นฐานให้สองชนิด ได้แก่ BONE Sauce และ Signature Steak Sauce จากนั้นสามารถเลือกซอสเพิ่มเติมได้อีกหนึ่งชนิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เท่ากับว่า สเต๊กหมูหนึ่งจานได้ลองซอสถึง 3 แบบ
สำหรับผมถือว่าน่าสนใจ เพราะช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนรสชาติระหว่างกินได้ โดยเฉพาะเมื่อสั่งสเต๊กชิ้นใหญ่ถึง 360 กรัม
BONE Sauce และ Signature Steak Sauce
สองตัวนี้เป็นซอสพื้นฐานที่ร้านจัดมาให้พร้อมสเต๊กหมู BONE Sauce เป็นซอสประจำร้าน ส่วน Signature Steak Sauce เป็นอีกสูตรที่ทางร้านเตรียมไว้สำหรับกินคู่กับสเต๊ก การมีซอสสองแบบทำให้สามารถสลับรสชาติระหว่างกินได้ โดยไม่ต้องใช้ซอสเดิมตลอดทั้งจาน ส่วนตัวผมชอบ Bone Sauce รสชาติเข้มข้น ส่วนของ Signature Steak Sauce แอบมีกลิ่นสมุนไพรหน่อยๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
Yuzu Ponzu — ซอสที่ผมเลือกเพิ่ม
สำหรับซอสตัวที่สาม ผมเลือก Yuzu Ponzu (ยูซุ พอนสึ) ครับ ถ้าใครคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่น น่าจะเคยได้ยินชื่อ Ponzu กันมาบ้าง Ponzu เป็นซอสญี่ปุ่นที่มีรสเปรี้ยวจากผลไม้ตระกูลส้ม โดยสูตรที่นิยมใช้กับอาหารมักมีโชยุเป็นส่วนประกอบด้วย ส่วน Yuzu (ยูซุ) เป็นผลไม้ตระกูลส้มของญี่ปุ่นที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมื่อนำมาทำเป็น Yuzu Ponzu จึงได้ซอสที่เน้นกลิ่น Citrus และรสเปรี้ยว ซึ่งเหมาะกับการนำมากินสลับกับซอสสเต๊กที่มีรสเข้มข้น จิ้มแล้วสดชื่น เบาๆ ดี
โดยเฉพาะเวลาที่กินเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ๆ การมีซอสแนวเปรี้ยวไว้เปลี่ยนรสชาติระหว่างมื้อก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ
ซอสอื่นๆ ที่ร้านมีให้เลือก
จากเมนูหน้าร้าน นอกจาก Yuzu Ponzu ยังมีซอสอีกหลายแบบ ได้แก่
- BONE Sauce ซอสสูตรประจำร้าน
- Signature Steak Sauce ซอสสเต๊กสูตรพิเศษ
- Korean Sauce ซอสสไตล์เกาหลี
- Yakiniku Sauce ซอสสไตล์ปิ้งย่างญี่ปุ่น
- Sriracha Mustard ผสมผสานซอสศรีราชากับมัสตาร์ด
- Thai Sauce ซอสสไตล์ไทย
- BBQ Sauce ซอสบาร์บีคิว
- Yuzu Ponzu ซอสญี่ปุ่นแนวเปรี้ยวหอมส้ม
- Japanese Oroshi Sauce ซอสญี่ปุ่นที่มีหัวไชเท้าขูดเป็นเอกลักษณ์
สำหรับซอสที่เลือกเพิ่ม บางชนิดมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 30 บาท ส่วนการสั่งซอสเพิ่มจากชุดที่ได้รับ ร้านระบุราคาเริ่มต้น 20 บาทต่อถ้วย
Harami Beef Steak (AUS) 400 กรัม (999 บาท) — สเต๊กเนื้อก็นุ่มมาก!
ถึง SAPPORO BONE จะชูโรงด้วยสเต๊กหมู แต่ร้านก็มีสเต๊กเนื้อให้เลือกเหมือนกันครับ รอบนี้ผมเลยสั่ง Harami Beef Steak (AUS) ขนาด 400 กรัม ราคา 999 บาท มาลองด้วย และบอกเลยว่า… เนื้อนุ่มมากๆ ครับ! โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อล้วนๆ นี่นุ่มมาก กินแล้วประทับใจเลย
แต่มีรายละเอียดเล็กน้อยที่อยากเล่าตามตรง เพราะบางชิ้นจะมีส่วนที่เป็นพังผืดหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่บ้าง ทำให้ต้องเคี้ยวมากขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าเนื้อเหนียวนะครับ เพราะส่วนที่เป็นเนื้อล้วนกลับนุ่มมากจริงๆ แค่ไม่ได้เป็นเนื้อที่นุ่มเหมือนกันทุกคำเท่านั้นเอง
Harami คือเนื้อส่วนไหน?
คำว่า Harami (ハラミ) เป็นชื่อเรียกเนื้อส่วนกะบังลมของวัวในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมักพบในร้านยากินิกุ แม้ในทางกายวิภาคจะเป็นกล้ามเนื้อบริเวณกะบังลม แต่ในร้านอาหารญี่ปุ่นนิยมจัด Harami เป็นเมนูเนื้อย่าง เพราะมีรสชาติเนื้อชัดเจนและมีเนื้อสัมผัสเป็นเอกลักษณ์ Harami มีเส้นใยกล้ามเนื้อค่อนข้างชัด และอาจมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่บ้าง จึงให้สัมผัสต่างจากเนื้อสันในที่เน้นความนุ่มละเอียด
ข้อดีของเนื้อส่วนนี้คือมีรสชาติเนื้อค่อนข้างชัดเจน และถ้าเตรียมกับปรุงอย่างเหมาะสมก็สามารถนุ่มได้มาก ซึ่งตรงกับสิ่งที่ผมเจอในจานนี้เลยครับ ส่วนที่เป็นเนื้อล้วนนุ่มมาก แต่บางจุดที่มีพังผืดก็จะได้เคี้ยวเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง ส่วนตัวผมรับได้สบายๆ เพราะโดยรวมถือว่าอร่อยมากครับ
ซอสสเต๊กเนื้อ หวานๆ อร่อย เข้ากันดี
สำหรับสเต๊กเนื้อ จานนี้จะมีซอสสำหรับเนื้อเสิร์ฟมาให้หนึ่งชนิด ตัวซอสมี รสหวานๆ ซึ่งผมชอบครับ พอกินคู่กับเนื้อ Harami ที่นุ่มและมีรสชาติเนื้อค่อนข้างชัด ก็เข้ากันได้ดีมาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อล้วนๆ พอกินกับซอสแล้วอร่อยเลย เรียกว่าถึงร้านจะเน้นสเต๊กหมูเป็นหลัก แต่ สเต๊กเนื้อของ SAPPORO BONE ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจไม่แพ้กัน
ถ้าใครเป็นสายเนื้อและมากินกับเพื่อนที่ชอบหมู ผมว่าร้านนี้ตอบโจทย์ทั้งสองฝั่งครับ
Nama Ham Salad (239 บาท) — สลัดที่สั่งมาตัดเลี่ยน แต่เข้ากับมื้อนี้มาก
กินสเต๊กหมู 360 กรัม แล้วตามด้วยสเต๊กเนื้ออีก 400 กรัม รวมแล้วเนื้อสัตว์ถึง 760 กรัม! แน่นอนว่าต้องมีอะไรสดชื่นๆ มาช่วยเปลี่ยนรสชาติระหว่างมื้อกันหน่อยครับ 555
รอบนี้เลยสั่ง Nama Ham Salad ราคา 239 บาท มาเพิ่มอีกหนึ่งจาน เมนูนี้เป็นสลัดผักที่เสิร์ฟมาพร้อมแฮมแผ่นบางๆ และน้ำสลัด คำว่า Nama Ham (生ハム) ในภาษาญี่ปุ่นใช้เรียกแฮมที่ผ่านการบ่มหรือแปรรูปในลักษณะที่ไม่ใช่แฮมปรุงสุกแบบทั่วไป คล้ายกับกลุ่ม Dry-cured Ham อย่าง Prosciutto
สำหรับผม จุดประสงค์หลักของการสั่งสลัดจานนี้คือเอาไว้กินตัดความเลี่ยนของสเต๊กครับ เพราะสเต๊กทั้งหมูและเนื้อที่สั่งมามีปริมาณค่อนข้างเยอะ การมีผักสลัดกินสลับกันช่วยให้มื้ออาหารไม่หนักจนเกินไป และจากที่ได้กินจริง ผมว่าดีเลยครับ เป็นจานที่ช่วยเปลี่ยนรสชาติระหว่างกินเนื้อได้ดี ทำให้กลับไปกินสเต๊กต่อได้เพลินขึ้น
ถ้าใครมากันสองคนแล้วตั้งใจสั่งสเต๊กชิ้นใหญ่ ผมว่าเพิ่มสลัดสักจานเป็นทางเลือกที่ดีครับ
เมนูเด็ดอื่นๆ ของ SAPPORO BONE CentralWorld มีอะไรน่าลองอีกบ้าง?
หลังจากได้ลองทั้งสเต๊กหมู Imo Buta และสเต๊กเนื้อ Harami ไปแล้ว พอกลับมาดูเมนูของร้านอีกครั้งก็พบว่า SAPPORO BONE ไม่ได้มีดีแค่สเต๊กหมูและสเต๊กเนื้อเท่านั้นครับ จริงๆ แล้วมีเมนูให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย ทั้งสเต๊กชิ้นใหญ่ พอร์คชอปติดกระดูก ซี่โครงหมู พาสต้า ข้าวผัดกระทะร้อน ไปจนถึงของหวานที่ใช้ชื่อฮอกไกโดเป็นจุดขาย เรียกว่าถ้ามากันหลายคนแล้วอยากกินอะไรแตกต่างกัน ร้านนี้ก็มีตัวเลือกเยอะกว่าที่คิดครับ
Imo Buta Loin Steak — เมนูที่ตั้งใจมากิน แต่ดันหมด!
ขอเริ่มจากเมนูที่ยังค้างคาใจก่อนเลยครับ Imo Buta Loin Steak หรือสเต๊กหมูสันนอก เป็นหนึ่งในเมนูหลักของร้าน มีให้เลือกถึง 3 ขนาด 220 กรัม (299 บาท), 450 กรัม (499 บาท), 660 กรัม (699 บาท) จุดที่น่าสนใจของสันนอกคือเป็นเนื้อหมูที่มีสัมผัสแน่นกว่าสันในเล็กน้อย และบางชิ้นจะมีชั้นไขมันบริเวณขอบเนื้อ ซึ่งช่วยเพิ่มรสชาติเมื่อผ่านการย่าง
ถ้าใครชอบสเต๊กที่มีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวมากกว่าสันใน สันนอกก็น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะขนาด 660 กรัม ที่เห็นจากภาพเมนูแล้วชิ้นใหญ่มาก เหมาะกับการสั่งมาแบ่งกันหลายคน เสียดายวันที่ผมไป Imo Buta สันนอกหมด เลยยังไม่ได้ลองว่ารสชาติและความนุ่มจะต่างจากสันในที่กินไปมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามีโอกาสกลับมาร้านนี้อีกครั้ง Imo Buta Loin Steak น่าจะเป็นเมนูแรกที่ผมสั่งครับ
Imo Buta Pork Chop — สเต๊กหมูติดกระดูก 499 บาท
อีกเมนูที่สะดุดตาจากภาพในเมนูคือ Imo Buta Pork Chop ราคา 499 บาท ตัวนี้เป็นสเต๊กหมูติดกระดูกชิ้นใหญ่ ซึ่งน่าจะถูกใจคนที่ชอบเนื้อหมูส่วนที่มีไขมันและเนื้อสัมผัสหลากหลาย ความน่าสนใจของ Pork Chop อยู่ตรงที่เนื้อบริเวณใกล้กระดูกและส่วนที่มีไขมันอาจให้รสชาติและเนื้อสัมผัสต่างจากสเต๊กสันในที่มีไขมันน้อย และด้วยความที่ร้านนี้เน้นสเต๊กหมูเป็นหลัก เมนู Pork Chop จึงเป็นอีกตัวที่ผมคิดว่าน่าลองครับ
Pork Spare Ribs — ซี่โครงหมู 499 บาท
ถ้าใครไม่อยากกินสเต๊กแบบชิ้นหนา ๆ ก็ยังมี Pork Spare Ribs ราคา 499 บาท จากภาพเมนูจะเป็นซี่โครงหมูเคลือบซอส เสิร์ฟมาบนกระทะร้อนพร้อมเครื่องเคียง จุดเด่นของซี่โครงหมูคือมีเนื้อและไขมันอยู่รอบกระดูก ซึ่งถ้าปรุงด้วยเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสมก็สามารถทำให้นุ่มและมีรสชาติเข้มข้นได้ เมนูนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบซี่โครงหมูซอสเข้มข้นมากกว่าสเต๊กแบบดั้งเดิม
สายเนื้อก็มีเมนูพรีเมียม ไม่ได้มีแต่หมู
ถึงร้านจะเน้นสเต๊กหมู แต่ถ้าเปิดเมนูดูจริงๆ จะเห็นว่ามีสเต๊กเนื้อให้เลือกหลายแบบเหมือนกันครับ นอกจาก Harami Beef Steak (AUS) ที่ผมลองไปแล้ว ยังมี Thai Wagyu Sirloin Steak ซึ่งเป็นเมนูเนื้อระดับพรีเมียมของร้าน จากเมนูที่ถ่ายมา มีราคา 1,399 บาท สำหรับขนาด 250 กรัม
สำหรับคนที่ชอบเนื้อวัวและอยากลองเมนูราคาสูงขึ้น ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง แต่ถ้าอยากเริ่มต้นด้วยสเต๊กเนื้อที่ราคาไม่แรงเท่าวากิว Harami ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะจากที่ผมได้กินจริง เนื้อนุ่มมาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อล้วน
เมนูข้าวและพาสต้าก็มี ไม่จำเป็นต้องกินสเต๊กอย่างเดียว
อีกเรื่องที่ผมเพิ่งสังเกตตอนเปิดเมนูคือ SAPPORO BONE มีอาหารแนวญี่ปุ่นผสมตะวันตก หรือที่เรียกว่า Yōshoku (โยโชกุ) อยู่หลายอย่าง Yōshoku คืออาหารตะวันตกที่ถูกนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมและวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่น เช่น พาสต้า ข้าวผัด สเต๊กแฮมเบิร์ก และอาหารที่ใช้ซอสสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งร้านนี้ก็มีเมนูแนวนี้อยู่ไม่น้อยครับ
Pork Steak Garlic Fried Rice — 279 บาท
เมนูนี้เป็น ข้าวผัดกระเทียมเสิร์ฟบนกระทะร้อน พร้อมสเต๊กหมูหั่นเป็นชิ้น จากภาพในเมนูดูน่ากินมากครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบข้าวผัดกระเทียมแบบญี่ปุ่น ข้อดีคือได้ทั้งข้าวและเนื้อหมูในจานเดียว ไม่ต้องสั่งข้าวเพิ่มเหมือนสเต๊กบางเมนู
Garlic Prawn Fried Rice — 279 บาท
อีกเมนูข้าวผัดกระเทียมที่เปลี่ยนจากหมูมาเป็นกุ้ง เสิร์ฟบนกระทะร้อนเหมือนกัน เหมาะกับคนที่ไม่อยากกินสเต๊กหมูหรือเนื้อวัว
พาสต้าสไตล์ญี่ปุ่น
จากเมนูหน้าร้านยังมีพาสต้าให้เลือกหลายแบบ เช่น
- Napolitan Pasta — 259 บาท พาสต้าสไตล์ญี่ปุ่นที่โดยทั่วไปใช้ซอสมะเขือเทศหรือซอสแนวเคตชัปเป็นฐาน
- Mentaiko Pasta — 259 บาท พาสต้าที่มีเมนไทโกะหรือไข่ปลาค็อดปรุงรสเป็นส่วนประกอบ
- Corn Soup Pasta — 259 บาท พาสต้าที่ใช้ซุปข้าวโพดเป็นแนวทางของซอส
ถือว่าเป็นเมนูที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้คนที่ไม่ได้อยากกินสเต๊กชิ้นใหญ่ครับ
ของหวานกลิ่นอายฮอกไกโดก็มี
หลังจากกินสเต๊กหมูและสเต๊กเนื้อไปเยอะขนาดนี้ ถ้ายังมีพื้นที่ในท้องเหลือ ร้านก็มีของหวานให้เลือกด้วยครับ ที่น่าสนใจคือกลุ่ม Hokkaido Milk Pudding ราคา 99 บาท มีหลายรสชาติ ได้แก่
- Black Sesame Hokkaido Milk Pudding 99 บาท
- Matcha Hokkaido Milk Pudding 99 บาท
- Cheesecake Hokkaido Milk Pudding 99 บาท
- Yogurt Hokkaido Milk Pudding 99 บาท
- Vanilla Ice Cream 99 บาท
- French Toast Ice Cream 259 บาท
ฮอกไกโดเป็นภูมิภาคของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงเรื่องผลิตภัณฑ์นม จึงไม่แปลกที่ร้านซึ่งมีต้นกำเนิดแบรนด์จากซัปโปโรจะนำชื่อ Hokkaido มาใช้กับเมนูของหวาน อย่างไรก็ตาม การใช้ชื่อ Hokkaido Milk Pudding ในเมนูไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่านมหรือวัตถุดิบทั้งหมดนำเข้าจากฮอกไกโดนะครับ
รอบนี้ผมไม่ได้ลองของหวาน เพราะแค่สเต๊กหมูกับสเต๊กเนื้อก็อิ่มมากแล้ว 555
สรุป SAPPORO BONE CentralWorld อร่อยไหม? คุ้มค่ากับการมาลองหรือเปล่า?
ถ้าถามผมว่า SAPPORO BONE มีอะไรแตกต่างจาก Steakhouse ทั่วไป สิ่งแรกที่นึกถึงคือ การให้ความสำคัญกับสเต๊กหมูอย่างจริงจัง เพราะปกติร้านสเต๊กหลายแห่งมักชูโรงด้วยเนื้อวัว แต่ที่นี่กลับมีหมูให้เลือกทั้ง Imo Buta และ Hyg แถมยังแยกส่วนเนื้ออย่างละเอียด ทั้งสันนอก สันใน พอร์คชอป และซี่โครงหมู โดยเฉพาะ Imo Buta ที่ร้านชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพเนื้อ ความนุ่ม และรสชาติของไขมันจากแนวทางการเลี้ยงด้วยอาหารผสมมันหวานญี่ปุ่น
รอบนี้ผมตั้งใจมากิน Imo Buta Loin Steak หรือสันนอก แต่เสียดายของหมด เลยต้องเปลี่ยนมาเป็น Imo Buta Tenderloin Steak หรือสันใน ขนาด 360 กรัม ราคา 499 บาท แทน ปรากฏว่ากลับเป็นเมนูที่ประทับใจมากครับ เนื้อหมูนุ่มจนแทบไม่ต้องใช้มีด ใช้ส้อมฉีกก็แยกออกจากกันได้แล้ว
สำหรับผม นี่คือจุดที่ทำให้รู้สึกว่าร้านนี้มีอะไรน่าสนใจจริง ๆ เพราะสเต๊กหมูชิ้นหนาขนาดนี้ ถ้าปรุงไม่ดีอาจออกมาแห้งหรือแข็งได้ง่าย แต่จานที่ได้กินกลับนุ่มมาก ส่วน Harami Beef Steak (AUS) ขนาด 400 กรัม ราคา 999 บาท ก็อร่อยไม่แพ้กัน เนื้อนุ่มมาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อล้วน ๆ แม้จะมีบางจุดที่เป็นพังผืดให้เคี้ยวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่โดยรวมถือว่าถูกใจครับ แถมซอสเนื้อรสหวานๆ ที่เสิร์ฟมาด้วยก็เข้ากันดีมาก
อีกอย่างที่ผมชอบคือเรื่อง ซอสของสเต๊กหมู ที่มีให้สองชนิดอยู่แล้ว และสามารถเลือกเพิ่มได้อีกหนึ่งชนิดฟรี รอบนี้ผมเลือก Yuzu Ponzu ทำให้มีซอสไว้เปลี่ยนรสชาติระหว่างกิน ปิดท้ายด้วย Nama Ham Salad ราคา 239 บาท ที่ช่วยตัดความเลี่ยนของสเต๊กทั้งสองจานได้ดี
ถ้าถามว่าจะกลับมากินอีกไหม?
ผมว่ากลับครับ เพราะยังค้างคาใจกับ Imo Buta สันนอกอยู่เลย 555 อยากรู้เหมือนกันว่าสันนอกจะให้รสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างจากสันในมากแค่ไหน แต่ถ้าใครอยากลองร้านสเต๊กที่เน้นหมูเป็นพระเอก โดยเฉพาะหมูชิ้นหนา ๆ ที่ทำออกมาได้นุ่ม ผมว่า SAPPORO BONE CentralWorld เป็นอีกร้านที่น่ามาลองครับ และสำหรับสายเนื้อก็ไม่ต้องกังวล เพราะ Harami ที่ผมลองก็อร่อยไม่แพ้กัน
ข้อมูลร้าน SAPPORO BONE CentralWorld
- ชื่อร้าน SAPPORO BONE Thailand
- สาขา CentralWorld ชั้น 6
- ประเภท Japanese-Style Pork Steak / Steakhouse
- ต้นกำเนิดแบรนด์ ซัปโปโร ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น
- เวลาเปิด ประมาณ 10.00–22.00 น.
- เมนูเด่น Imo Buta Pork Steak, Pork Chop, Harami Beef Steak







