รีวิว HEYTEA LAB CentralWorld ชาดังจากจีน เปิด LAB แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้! ลองชาฝรั่งองุ่นเขียวกับชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์
ช่วงนี้ใครเดินผ่าน CentralWorld น่าจะเห็นร้านชาร้านหนึ่งที่คนต่อคิวกันยาวพอสมควรครับ นั่นก็คือ HEYTEA (เฮย์ที) แบรนด์ชาชื่อดังจากจีนที่หลายคนน่าจะเคยเห็นผ่าน Social Media หรือเคยลองกันมาแล้วเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ รอบนี้ไม่ใช่ HEYTEA สาขาธรรมดานะครับ เพราะที่นี่คือ HEYTEA LAB CentralWorld ซึ่งเปิดตัวในฐานะ HEYTEA LAB แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!
ตอนแรกผมก็สงสัยเหมือนกันว่า…
ร้านชาทำไมต้องมี LAB? แล้วมันต่างจาก HEYTEA ทั่วไปยังไง? พอศึกษาข้อมูลก็พบว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เครื่องดื่มชา แต่ยังนำชามาต่อยอดเป็นเบเกอรี่ เจลาโต้ รวมถึงพัฒนาเครื่องดื่มที่มีเนื้อสัมผัสและการจับคู่วัตถุดิบแปลกใหม่ด้วย เรียกว่าไม่ได้มาแค่ซื้อชาแล้วกลับ แต่มีอะไรให้ลองมากกว่าที่คิดครับ รอบนี้ผมสั่งเครื่องดื่มมา 2 เมนู คือ ชาฝรั่งองุ่นเขียว ราคา 170 บาท และ ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ ราคา 160 บาท ส่วนความพิเศษของ HEYTEA LAB จะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวพาไปดูกันครับ
HEYTEA จากร้านชาเล็กๆ 30 ตารางเมตร สู่แบรนด์ชาดังจากจีน
ก่อนจะพูดถึง HEYTEA LAB ขอเล่าความเป็นมาของแบรนด์นี้สักหน่อย เพราะมีเรื่องราวน่าสนใจเหมือนกันครับ HEYTEA ไม่ได้เริ่มต้นจากร้านชาขนาดใหญ่หรือห้างหรู แต่ย้อนกลับไปในปี 2012 แบรนด์เริ่มต้นจากชายหนุ่มวัยประมาณ 20 ปี ที่มีความคิดว่าอยากทำร้านชาที่ใช้วัตถุดิบดีๆ และมีรสชาติแตกต่างจากร้านชาทั่วไปในยุคนั้น หลังใช้เวลาพัฒนาสูตรอยู่นานกว่าครึ่งปี เขาก็เปิดร้านชาแห่งแรกในเดือนพฤษภาคม 2012 ที่ Jiangbianli ประเทศจีน ภายใต้ชื่อ Royaltea ด้วยพื้นที่ร้านเพียงประมาณ 30 ตารางเมตรเท่านั้น
จากร้านเล็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจอยากทำชาให้อร่อยขึ้น กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและขยายสาขาไปหลายประเทศ อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ HEYTEA ไม่ใช่ชื่อแรกของแบรนด์ครับ เมื่อ Royaltea เริ่มได้รับความนิยม ก็มีร้านเลียนแบบและการใช้ชื่อคล้ายกันเพิ่มขึ้น แบรนด์จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ HEYTEA ที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ
เรียกว่าเปลี่ยนชื่อ แต่ยังคงแนวคิดเดิมเอาไว้
จากชาธรรมดา สู่ New Style Tea
สิ่งที่ HEYTEA ต้องการทำให้แตกต่างตั้งแต่แรก คือการนำชามาพัฒนาให้เป็นเครื่องดื่มสมัยใหม่ โดยยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจริง จากข้อมูลที่แบรนด์เผยแพร่ แนวคิดหลักประกอบด้วย Real Tea ใช้ใบชาจริงในการชง, Real Milk ใช้นมจริงแทนครีมเทียม และ Real Sugar ซึ่งแบรนด์ระบุว่าไม่ใช้น้ำเชื่อมฟรุกโตสสูงในส่วนของน้ำเชื่อมน้ำตาลอ้อยสำหรับเครื่องดื่ม โดยมีข้อยกเว้นสำหรับท็อปปิงและสารให้ความหวานบางชนิด
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางด้านวัตถุดิบที่ HEYTEA สื่อสารกับลูกค้า ไม่ได้หมายความว่าทุกเมนูจะไม่มีน้ำตาลหรือมีแคลอรีต่ำเสมอไปนะครับ หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ HEYTEA เป็นที่รู้จักก็คือ Cheese Tea หรือชาที่มีครีมชีสด้านบน ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากชานมทั่วไป และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของเครื่องดื่มชาแนวใหม่จากจีน แบรนด์ใช้แนวคิด New Style Tea by Inspiration คือไม่ได้มองชาเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่ต้องการนำแรงบันดาลใจมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คนดื่ม และแนวคิดนี้เองที่ต่อยอดมาสู่ HEYTEA LAB ซึ่งเป็นจุดเด่นของสาขา CentralWorld ที่เราจะไปดูกันต่อครับ
HEYTEA LAB คืออะไร? ทำไมถึงแตกต่างจาก HEYTEA ทั่วไป?
นี่คือเรื่องที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดของ HEYTEA LAB CentralWorld ครับ ปกติถ้าพูดถึง HEYTEA หลายคนน่าจะนึกถึงร้านชาจากจีนที่มีเมนูชาผลไม้ ชานม และ Cheese Tea หรือชาที่มีครีมชีสด้านบน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเมนูที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์ แต่สำหรับ HEYTEA LAB คอนเซปต์จะต่างออกไป เพราะไม่ได้ต้องการเป็นเพียงร้านขายเครื่องดื่มชา แต่เป็นพื้นที่สำหรับนำชาไปทดลองและสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ
คำว่า LAB ก็มาจากคำว่า Laboratory หรือห้องทดลองนั่นเองครับ
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีนักวิทยาศาสตร์ใส่เสื้อกาวน์มาชงชาให้เรานะครับ 555 สิ่งที่ HEYTEA ต้องการนำเสนอคือการทดลองกับ วัตถุดิบ กลิ่น รสชาติ เทคนิคการทำ และ Texture หรือเนื้อสัมผัส เพื่อสร้างประสบการณ์การกินและดื่มที่แตกต่างจากเดิม จากที่ปกติเราอาจคุ้นเคยกับการนำชามาชงเป็นเครื่องดื่ม HEYTEA LAB กลับตั้งคำถามว่า…
“แล้วถ้าเราเอาชาไปทำอย่างอื่นได้อีกล่ะ?”
จึงเกิดเป็นรูปแบบร้านที่รวมทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และเจลาโต้เอาไว้ด้วยกัน โดย HEYTEA LAB CentralWorld แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab
1. Tea Lab — เมื่อชาไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่ยังเล่นกับเนื้อสัมผัสได้
เริ่มจากส่วนที่เป็นหัวใจของแบรนด์อย่าง Tea Lab กันก่อนครับ ปกติเวลาเราดื่มชา สิ่งที่ให้ความสำคัญก็คงเป็นความหอมของใบชา รสชาติ ความเข้มข้น และการจับคู่กับส่วนผสมอื่นๆ แต่ Tea Lab พยายามพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคนิคใหม่ๆ มาเปลี่ยนประสบการณ์ในการดื่มชา
หนึ่งในไฮไลท์ของ HEYTEA LAB CentralWorld คือ teaAir ซึ่งแบรนด์นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกที่สาขากรุงเทพฯ แล้ว teaAir คืออะไร? ถ้าใครเคยกิน Cheese Tea น่าจะคุ้นเคยกับครีมชีสเนื้อนุ่มๆ ที่อยู่ด้านบนของแก้ว เวลาดื่มพร้อมชาก็จะได้ทั้งความหอมของชาและความเค็มมันของครีมชีส แต่ teaAir เป็นการนำชามาสร้างเป็นโฟมเนื้อเบาฟู โดยเน้นให้กลิ่นและรสชาติของชาเป็นส่วนสำคัญของท็อปปิง แทนที่จะเน้นความมันของครีมชีสแบบเดิม
ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่รสชาติอย่างเดียว แต่รวมถึงความรู้สึกตอนดื่มด้วย จากเดิมที่ชาเป็นของเหลว ก็เพิ่มเนื้อสัมผัสที่เบาและนุ่มฟูเข้ามา ทำให้เครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีความแตกต่างมากขึ้น สำหรับผม นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจคำว่า LAB ได้ชัดเจนที่สุดครับ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสูตรชา แต่พยายามเปลี่ยนวิธีที่เราสัมผัสชาไปด้วย และเมนูที่นำ teaAir มาใช้กับวัตถุดิบไทยก็คือ Rock Oolong Jackfruit หรือชาอู่หลงขนุน ซึ่งเดี๋ยวจะพูดถึงในส่วนของเมนูพิเศษประเทศไทยครับ
2. Bake Lab — เมื่อชาไม่ได้อยู่แค่ในแก้ว แต่อยู่ในขนมด้วย
ส่วนต่อมาคือ Bake Lab ซึ่งเป็นอีกส่วนที่ทำให้ HEYTEA LAB แตกต่างจากร้านชาทั่วไป ปกติเวลาเราไปร้านชา ถ้ามีขนมขายด้วยก็มักจะเป็นขนมที่เอาไว้กินคู่กับเครื่องดื่ม แต่แนวคิดของ Bake Lab คือการนำชาและส่วนผสมต่างๆ มาพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของตัวขนมเลย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสาขาไทยคือ Thai Milk Tea Croissant Egg Tart หรือทาร์ตไข่ครัวซองต์ชาไทย แทนที่จะเป็นทาร์ตไข่ธรรมดา ก็เปลี่ยนมาใช้คัสตาร์ดชาไทย จับคู่กับแป้งสไตล์ครัวซองต์ที่มีหลายชั้น
จุดที่น่าสนใจคือการผสมผสานระหว่าง กลิ่นหอมของชาไทย ความนุ่มของคัสตาร์ด และความกรอบของแป้ง ทำให้ชาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องดื่มที่กินคู่กับขนมอีกต่อไป แต่กลายเป็นรสชาติหลักของขนมไปเลย สำหรับใครที่ชอบเบเกอรี่ ผมว่า Bake Lab เป็นอีกส่วนที่น่าสนใจ เพราะเราอาจได้ลองขนมที่มีรสชาติแตกต่างจากร้านเบเกอรี่ทั่วไป
3. Gelato Lab — เอาชามาทำเป็นเจลาโต้ จะออกมาเป็นยังไง?
ส่วนสุดท้ายคือ Gelato Lab ถ้าชาเอาไปทำเป็นขนมอบได้ แล้วทำไมจะเอาไปทำเป็นเจลาโต้ไม่ได้ล่ะ? นี่น่าจะเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ทำให้เกิด Gelato Lab ครับ สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคย Gelato คือไอศกรีมสไตล์อิตาลี ซึ่งโดยทั่วไปจะมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแน่นและเนียน เพราะมีการตีอากาศเข้าไปน้อยกว่าไอศกรีมบางประเภท แต่ความแตกต่างที่น่าสนใจของ HEYTEA LAB คือการนำชาและวัตถุดิบต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นรสชาติของเจลาโต้ จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการดื่มชาเย็นๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการกินชาด้วยช้อนแทน
หนึ่งในเมนูที่พัฒนาสำหรับสาขาไทยคือ Lime Thai Milk Tea Gelato ซึ่งนำชาไทยมาจับคู่กับกลิ่นมะนาว ฟังครั้งแรกก็แปลกดีนะครับ เพราะปกติชาไทยจะเด่นเรื่องความหอมหวานมัน แต่การเพิ่มกลิ่น Citrus เข้าไปอาจช่วยเพิ่มความสดชื่นและทำให้รสชาติแตกต่างจากไอศกรีมชาไทยทั่วไป ส่วนจะเข้ากันมากน้อยแค่ไหน อันนี้ต้องลองชิมจริงครับ แต่ในแง่ของแนวคิด ถือว่าเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า HEYTEA LAB พยายามนำชามาต่อยอดในรูปแบบใหม่ๆ
เอาจริงๆ เท่าที่สังเกต คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าเป็น HEYTEA LAB แต่คิดถึง HEYTEA ที่เคยกินที่จีน
แล้ว HEYTEA LAB CentralWorld พิเศษกว่าสาขาอื่นตรงไหน?
นอกจากจะเป็น HEYTEA LAB แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่เปิดตัวนวัตกรรม teaAir เป็นครั้งแรกของโลก ตามข้อมูลการเปิดตัวของแบรนด์ รวมถึงการพัฒนาเมนูที่นำวัตถุดิบไทยมาเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเฉพาะ ขนุนและชาไทย
สิ่งนี้ทำให้สาขา CentralWorld ไม่ได้เป็นเพียงการนำร้าน HEYTEA จากต่างประเทศมาเปิดในไทย แต่มีเมนูที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและรสชาติของบ้านเราด้วย ส่วนการออกแบบร้านก็มีการนำแรงบันดาลใจจาก ตลาดน้ำไทย มาผสมผสานกับภาพลักษณ์ร่วมสมัยของ HEYTEA เพื่อให้สาขานี้มีเอกลักษณ์แตกต่างออกไป
ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ผมว่า HEYTEA ทั่วไป คือร้านที่เราไปดื่มชาของแบรนด์ แต่ HEYTEA LAB คือร้านที่ชวนเราไปลองว่าชาสามารถพัฒนาไปเป็นอะไรได้อีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่มีเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ เบเกอรี่ที่ใช้ชาเป็นส่วนผสม หรือเจลาโต้ที่นำรสชาติของชามาตีความใหม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าการมา HEYTEA LAB CentralWorld มีอะไรให้ค้นหามากกว่าการแวะซื้อชานมหนึ่งแก้วแล้วเดินกลับครับ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมนูบางตัวถูกพัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งชาอู่หลงขนุน ทาร์ตไข่ชาไทย และเจลาโต้ชาไทยมะนาว
เมนูพิเศษ HEYTEA LAB CentralWorld ที่มีเฉพาะประเทศไทย มีอะไรน่าลองบ้าง?
หลังจากรู้จักทั้ง Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab กันไปแล้ว อีกเรื่องที่ผมว่าน่าสนใจมากของ HEYTEA LAB CentralWorld ก็คือเมนูที่พัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะครับ เพราะแทนที่จะนำเมนูจากจีนมาเปิดขายเหมือนกันทุกสาขา HEYTEA กลับเลือกนำวัตถุดิบที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง ขนุนและชาไทย มาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ ที่น่าสนใจคือไม่ได้มีแค่เครื่องดื่ม แต่มีครบทั้งชา เบเกอรี่ และเจลาโต้ ซึ่งสะท้อนแนวคิด LAB ของสาขานี้ได้ค่อนข้างชัดเจน
teaAir Rock Oolong Jackfruit — 195 บาท
เมนูนี้ผมว่าน่าสนใจที่สุดในแง่ของความเป็น HEYTEA LAB เลยครับ เพราะเป็นการนำ ชาอู่หลงมาจับคู่กับขนุน ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แล้วเพิ่มท็อปปิง teaAir ที่เป็นโฟมชาเนื้อเบาฟูเข้าไปด้วย ปกติเราคุ้นเคยกับการนำขนุนไปทำขนมหรือกินเป็นผลไม้สด แต่การเอาขนุนมาจับคู่กับชาอู่หลงถือเป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็นกันบ่อยนัก โดยเฉพาะเมื่อมี teaAir ที่เพิ่มเนื้อสัมผัสของชาในอีกรูปแบบหนึ่งเข้ามา ทำให้เมนูนี้ไม่ได้เน้นแค่ความแปลกของส่วนผสม แต่ยังเป็นตัวแทนของแนวคิดการทดลองใน Tea Lab ด้วย
ถ้าใครอยากรู้ว่า HEYTEA LAB แตกต่างจากร้านชาทั่วไปอย่างไร เมนูนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ควรลองครับ
Thai Milk Tea Croissant Egg Tart — 165 บาท
จาก Tea Lab มาถึงฝั่ง Bake Lab กันบ้าง เมนูนี้เป็นการนำ ชาไทยมาทำเป็นคัสตาร์ด แล้วใส่ลงในทาร์ตไข่ที่ใช้แป้งสไตล์ครัวซองต์ จุดที่น่าสนใจคือการนำขนมสองสไตล์มาผสมผสานกัน ทั้งทาร์ตไข่และครัวซองต์ ก่อนเพิ่มเอกลักษณ์ของชาไทยเข้าไป ตามแนวคิดของเมนู เราน่าจะได้ทั้งความกรอบของแป้งหลายชั้น ความนุ่มของคัสตาร์ด และกลิ่นหอมของชาไทยในคำเดียวกัน
สำหรับคนที่ชอบทาร์ตไข่หรือขนมอบ ผมว่าเมนูนี้น่าสนใจ เพราะไม่ได้เป็นแค่ทาร์ตไข่ธรรมดาที่เปลี่ยนสีไส้ แต่พยายามนำรสชาติของชาไทยมาเป็นส่วนสำคัญของขนม
Lime Thai Milk Tea Gelato — 139 บาท
ปิดท้ายเมนูพิเศษไทยด้วย Gelato Lab ตัวนี้เป็น เจลาโต้ชาไทยที่เพิ่มกลิ่นมะนาว เข้าไปด้วย ฟังครั้งแรกก็แอบสงสัยเหมือนกันครับว่า ชาไทยที่ปกติจะหอมหวานมัน พอมาเจอกับกลิ่นมะนาวแล้วจะออกมาเป็นยังไง แต่ในแง่ของแนวคิดก็น่าสนใจ เพราะเป็นการนำรสชาติที่เราคุ้นเคยมาปรับให้มีความสดชื่นมากขึ้น
เมนูนี้จึงน่าจะเหมาะกับคนที่ชอบชาไทย แต่อยากลองอะไรที่แตกต่างจากไอศกรีมชาไทยทั่วไป ทั้งสามเมนูนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า HEYTEA LAB ไม่ได้แค่เพิ่มเมนูให้เยอะขึ้น แต่พยายามนำวัตถุดิบเดียวกันไปสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งในรูปแบบเครื่องดื่ม ขนมอบ และของหวานเย็น แต่ต้องบอกก่อนว่ารอบนี้ผมยังไม่ได้ลองทั้งสามเมนูนะครับ เลยขอแนะนำจากข้อมูลและแนวคิดของเมนูเท่านั้น ส่วนรสชาติจริงจะเป็นอย่างไร ต้องรอไปลองกันอีกที
ชาฝรั่งองุ่นเขียว 170 บาท — ชาผลไม้ที่จับคู่รสชาติได้น่าสนใจ
มาถึงเมนูที่ผมสั่งจริงกันบ้างครับ แก้วแรกเป็น ชาฝรั่งองุ่นเขียว ราคา 170 บาท ซึ่งตอนเห็นรายละเอียดส่วนผสมก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี เพราะไม่ค่อยเห็นร้านชานำฝรั่งไส้แดงมาจับคู่กับองุ่นเขียวแบบนี้ ตัวเครื่องดื่มใช้ ฝรั่งไส้แดงกับชาเขียวมะลิ พร้อมน้ำมะนาว และเพิ่มเนื้อองุ่นเขียวสดที่ปอกเปลือกใหม่ลงไปด้านล่าง
ส่วนผสมค่อนข้างหลากหลายเลยครับ ทั้งฝรั่งที่มีกลิ่นเฉพาะตัว องุ่นเขียวที่มีรสหวานอมเปรี้ยว และชาเขียวมะลิที่มีกลิ่นหอมของดอกมะลิ ความน่าสนใจอยู่ที่การนำรสชาติของผลไม้หลายชนิดมาจับคู่กับชา แทนที่จะเป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่นธรรมดา จากข้อมูลในแอป HEYTEA ระบุว่ามีการใช้ฝรั่งไส้แดง น้ำมะนาว ชาเขียวมะลิ และองุ่นเขียวสด โดยสามารถปรับแต่งเครื่องดื่มได้ทั้งระดับความหวาน น้ำแข็ง และความเข้มของชา
สูตรที่แอปแนะนำคือ หวานน้อย น้ำแข็งปกติ และชาเขียวมะลิ อีกเรื่องที่น่าสนใจคือข้อมูลโภชนาการของสูตรที่แสดงในแอปอยู่ที่ประมาณ 90 kcal คาร์โบไฮเดรต 22 กรัม และไม่มีไขมัน ซึ่งถือว่าต่างจากเครื่องดื่มชานมที่มีครีมและไข่มุกค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการปรับระดับความหวานและส่วนผสมที่เลือก
สำหรับผม เหตุผลที่เลือกแก้วนี้คืออยากลองการจับคู่ของฝรั่งไส้แดงกับองุ่นเขียว โดยเฉพาะเมื่อมีชาเขียวมะลิเป็นฐานด้วย ส่วนรสชาติจริง ทั้งความหอมของฝรั่ง ความเปรี้ยวหวาน ความชัดของชา และเนื้อองุ่นด้านล่าง ผมขอเว้นความเห็นไว้ก่อน เพื่อให้ตรงกับประสบการณ์ที่ได้ดื่มจริง ไม่ใช่เดาจากส่วนผสมครับ
ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ 160 บาท — ไข่มุกที่แบรนด์บอกว่าเคี่ยวนาน 65 นาที
อีกแก้วผมเลือกเมนูคลาสสิกขึ้นมาหน่อยครับ ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ ราคา 160 บาท ถึงชื่อจะดูเป็นเมนูชานมไข่มุกที่เราคุ้นเคย แต่พอเข้าไปดูรายละเอียดส่วนผสมในแอป HEYTEA ก็มีอะไรน่าสนใจเหมือนกัน โดยเฉพาะ ไข่มุกบราวน์ชูการ์ที่แบรนด์ระบุว่าเคี่ยวด้วยมือนานถึง 65 นาที ตัวเครื่องดื่มใช้ชาดำเป็นฐาน ผสมกับนมสดและนมเข้มข้น เพิ่มไข่มุกบราวน์ชูการ์ และมี ชีสคลาวด์ (Cheese Cloud) อยู่ด้านบน ทำให้ในแก้วเดียวมีทั้งชา นม ครีมชีส และไข่มุก ซึ่งแต่ละส่วนมีเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน
สำหรับใครที่ชอบชานมไข่มุก เมนูนี้น่าสนใจตรงที่แบรนด์ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของไข่มุก โดยเฉพาะขั้นตอนการเคี่ยวที่ระบุไว้ค่อนข้างชัดเจน อีกอย่างที่น่าสนใจคือระบบสั่งซื้อของ HEYTEA สามารถปรับแต่งเครื่องดื่มได้ค่อนข้างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นระดับความหวาน ปริมาณน้ำแข็ง หรือการเลือกใส่และไม่ใส่ไข่มุกบราวน์ชูการ์
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกครับ…
แก้วนี้พลังงานค่อนข้างสูงเลยทีเดียว จากข้อมูลโภชนาการในแอป สูตรที่แสดงมีพลังงานประมาณ 500 kcal คาร์โบไฮเดรต 56 กรัม และไขมัน 27 กรัม เรียกว่าถ้ากำลังควบคุมแคลอรีอยู่ แก้วนี้ต้องคิดนิดหนึ่งครับ 555 เพราะมีทั้งนม ครีม และไข่มุกบราวน์ชูการ์อยู่ในแก้วเดียวกัน สำหรับความหอมและความเข้มของชา ความหวาน ความมันของชีสคลาวด์ และความนุ่มหนึบของไข่มุก ผมยังไม่ขอสรุปแทนประสบการณ์จริงที่ไม่ได้บันทึกไว้ครับ
ไม่ได้ตั้งใจมากินเมนูใหม่ แต่คิดถึงชาที่เคยกินที่จีน… รอบหน้าต้องลองใหม่
สองแก้วนี้ต่างกันยังไง?
ถ้าดูจากส่วนผสมและแนวคิดของเครื่องดื่ม ทั้งสองแก้วถือว่าค่อนข้างต่างกันเลยครับ ชาฝรั่งองุ่นเขียว เป็นเครื่องดื่มที่เน้นการจับคู่ผลไม้สดกับชาเขียวมะลิ เหมาะกับคนที่อยากลองชาผลไม้ที่มีส่วนผสมแตกต่างจากเมนูทั่วไป ส่วน ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ จะเน้นองค์ประกอบของชาดำ นม ชีสคลาวด์ และไข่มุก เหมาะกับคนที่ชอบเครื่องดื่มสไตล์ชานมและมีท็อปปิงให้เคี้ยว
สำหรับราคาก็อยู่ที่ 170 บาท และ 160 บาท ตามลำดับ รวมสองแก้ว 330 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ต้องคิดอยู่เหมือนกันถ้าเทียบกับร้านชาทั่วไป แต่ HEYTEA ก็วางตัวเองเป็นแบรนด์ชาที่เน้นวัตถุดิบและการพัฒนาเมนูในรูปแบบพรีเมียม ส่วนจะคุ้มกับรสชาติหรือเปล่า อันนี้ต้องตัดสินจากการดื่มจริงครับ ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์หรือราคาที่จ่ายไป
HEYTEA LAB CentralWorld คิวยาวไหม? ต้องรอนานหรือเปล่า?
อีกเรื่องที่หลายคนน่าจะอยากรู้ก่อนมาคือ เรื่องคิว ครับ เพราะช่วงที่ HEYTEA LAB CentralWorld เพิ่งเปิดให้บริการคนทั่วไป มีลูกค้าให้ความสนใจกันค่อนข้างเยอะ วันที่ผมไปก็เหมือนกันครับ มองไปเห็นแถวต่อคิวยาวพอสมควร ตอนแรกก็คิดว่าอาจต้องรอนานเหมือนกัน
แต่พอได้เข้าไปต่อคิวจริงๆ กลับรู้สึกว่า…
เอาจริงๆ ก็รอไม่นานอย่างที่คิดนะครับ! ถึงคนจะเยอะ แต่ร้านจัดการคิวได้ค่อนข้างดี แถวขยับไปเรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องยืนรอจนเหนื่อยหรือเสียเวลามากอย่างที่กังวลตอนแรก อันนี้ต้องชมเรื่องการจัดการคิวครับ เพราะร้านเพิ่งเปิดใหม่ แถมยังเป็นแบรนด์ชาดังจากจีนที่หลายคนตั้งใจมาลองด้วย แน่นอนว่าช่วงเวลารออาจแตกต่างกันไปตามจำนวนลูกค้า โดยเฉพาะวันหยุดหรือช่วงที่มีโปรโมชั่น แต่จากประสบการณ์วันที่ผมไป เห็นคิวยาว ๆ แบบนี้ อย่าเพิ่งถอดใจครับ 555
HEYTEA LAB CentralWorld คุ้มค่ากับการมาลองไหม?
สำหรับผม สิ่งที่ทำให้ HEYTEA LAB CentralWorld น่าสนใจไม่ใช่แค่การเป็นร้านชาดังจากจีนที่มีคนต่อคิวกันเยอะ แต่เป็นแนวคิดที่พยายามนำ ชาไปสร้างสรรค์เป็นอะไรได้มากกว่าเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว จากแบรนด์ที่เริ่มต้นด้วยร้านชาเล็กๆ เพียง 30 ตารางเมตรในปี 2012 และสร้างชื่อจากแนวคิด New Style Tea วันนี้ HEYTEA ขยับมาสู่รูปแบบ LAB ที่มีทั้ง Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab
โดยเฉพาะสาขา CentralWorld ที่เปิดตัวในฐานะ HEYTEA LAB แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเมนูพิเศษที่นำวัตถุดิบไทยอย่างขนุนและชาไทยมาต่อยอด สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดคือ teaAir โฟมชาแนวใหม่ที่แบรนด์เลือกเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่กรุงเทพฯ ทำให้สาขานี้มีอะไรแตกต่างจาก HEYTEA ทั่วไปมากกว่าแค่การตกแต่งร้าน
นอกจากนี้ยังมีเมนูที่พัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ทั้งชาอู่หลงขนุน ทาร์ตไข่ครัวซองต์ชาไทย และเจลาโต้ชาไทยมะนาว ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำชาไปต่อยอดเป็นเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และของหวานในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สำหรับการมาเยือนครั้งนี้ ผมเลือกลองเครื่องดื่มสองสไตล์ คือ ชาฝรั่งองุ่นเขียว 170 บาท และ ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ 160 บาท รวม 330 บาท ทั้งสองแก้วมีแนวคิดและส่วนผสมต่างกันชัดเจน แก้วหนึ่งเน้นผลไม้สดกับชาเขียวมะลิ ส่วนอีกแก้วเน้นชาดำ นม ชีสคลาวด์ และไข่มุกบราวน์ชูการ์ ส่วนเรื่องรสชาติว่าชอบแก้วไหนมากกว่ากัน ผมยังไม่ขอสรุปจนกว่าจะได้บันทึกความรู้สึกจากการดื่มจริงให้ครบครับ
แต่ในแง่ของความน่าสนใจของร้าน ผมว่า HEYTEA LAB CentralWorld เป็นอีกหนึ่งร้านที่สายชาน่ามาลอง โดยเฉพาะคนที่อยากสัมผัสเมนูแปลกใหม่มากกว่าชานมไข่มุกทั่วไป และสำหรับใครที่กังวลเรื่องคิว จากประสบการณ์วันที่ผมไป แม้จะเห็นคนต่อแถวยาว แต่ร้านจัดการได้ดี รอไม่นานอย่างที่คิด
ถ้าใครอยากรู้ว่าชาหนึ่งแก้วสามารถต่อยอดไปเป็นอะไรได้อีกบ้าง HEYTEA LAB CentralWorld ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งร้านที่ตอบคำถามนี้ได้ครับ
ข้อมูลร้าน HEYTEA LAB CentralWorld
- ชื่อร้าน: HEYTEA LAB CentralWorld (เฮย์ที แล็บ)
- สถานที่: CentralWorld ชั้น 1 กรุงเทพฯ
- เวลาเปิด: ประมาณ 10.00–22.00 น. ตามเวลาทำการศูนย์การค้า
- ประเภท: ร้านชา ชาผลไม้ ชานม เบเกอรี่ และเจลาโต้
- จุดเด่น: HEYTEA LAB แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab พร้อมเมนูพิเศษไทย
เมนูพิเศษไทยที่น่าสนใจ
- teaAir Rock Oolong Jackfruit 195 บาท
- Thai Milk Tea Croissant Egg Tart 165 บาท
- Lime Thai Milk Tea Gelato 139 บาท
เอาจริงๆ ผมไม่ได้ไปรีวิวเมนูพิเศษของความพิเศษที่ประเทศไทย แต่แค่อยากรู้ว่า ที่ไทยอร่อยเท่าที่จีน ที่เคยกินมั๊ย แอบคิดถึงเลยแวะไปลอง !!! หาข้อมูลแล้ว สงสัยต้องแวะไปลองอีกรอบ ห้าๆๆๆๆ
การรอคิว: ช่วงที่ไปมีลูกค้าค่อนข้างเยอะ แต่ร้านจัดการคิวได้ดี รอไม่นานอย่างที่คิด
หมายเหตุ: ราคา เมนู โปรโมชั่น และเวลาทำการอาจเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำตรวจสอบกับร้านก่อนเดินทาง









