รีวิว MAGURO Kappou Siam Paragon คำว่า Kappou ฟังดูแพง… แต่ซาชิมิปลาไทย 350 บาท แถมน้ำซุปผมเติมไป 5 ถ้วย ฟรี!!!
เห็นคำว่า MAGURO Kappou ครั้งแรก… ผมก็แอบคิดเหมือนกันครับ Kappou นี่มันต้องเป็นร้านญี่ปุ่นแบบเชฟยืนทำอาหารตรงหน้า วัตถุดิบพรีเมียม แล้วมื้อนึงน่าจะมีหลายพันรึปล่าว? แต่พอเดินเข้ามาที่ MAGURO Kappou สาขา Siam Paragon เปิดเมนูดู… Hitori Oceans ซาชิมิปลาไทย 350 บาท, Buta Sukiyaki Gozen 399 บาท ซูชิก็มีราคาเริ่มต้นหลักสิบ เอ๊ะ…
มันไม่ได้แพงอย่างที่คิดนี่นา
แล้วพอได้กินจริง ผมเริ่มเข้าใจว่า MAGURO ไม่ได้พยายามทำ Omakase อีกแบรนด์หนึ่ง แต่กำลังเอาวิธีคิดแบบ Kappou มาใส่ในร้านอาหารญี่ปุ่นที่เรายังสามารถเดินเข้ามาสั่งกินแบบ À la carte ได้ง่ายๆ แถมสิ่งที่ผมจำได้หลังออกจากร้าน… ดันไม่ใช่ซูชิ ไม่ใช่ฟัวกราส์ แต่เป็น… น้ำซุป ห้าๆๆๆๆๆ
มื้อนี้ผมน่าจะจัดไปประมาณ 5 ถ้วย
เดี๋ยวเล่าให้ฟังครับ
MAGURO Kappou คืออะไร?
MAGURO Kappou เป็น Concept ที่ MAGURO Group เปิดตัวขึ้นมาเพื่อยกระดับประสบการณ์จาก MAGURO แบบเดิม คำว่า Kappou (割烹) ในวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับการปรุงอาหารโดยเชฟที่ใช้เทคนิคหลายแบบ ตั้งแต่ หั่น, ต้ม, นึ่ง, ย่าง, ทอด ไปจนถึงการจัดการวัตถุดิบตามฤดูกาล
เอาจริงๆ ผมว่าเหมือนเอาเมนูดัง เมนูอร่อยของร้านในเครือมาใส่เป็นเมนูนี้ด้วย อย่างเมนูปลาบู่ต้มซีอิ๊วจาก BINCHO ร้านในเครือที่เด่นเรื่องของปลาย่าง
จุดสำคัญคือความใกล้ชิดระหว่างเชฟกับคนกิน เราไม่ได้เห็นแค่จานอาหารตอนเสร็จแล้วอย่างเดียว แต่ Process ของเชฟก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ด้วย MAGURO Group อธิบาย Concept นี้ว่าเป็น Japanese Expertise, Presented with Modern Taste คือเอาความเชี่ยวชาญแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมมานำเสนอในรูปแบบร่วมสมัยมากขึ้น จึงมีทั้ง Seasonal Otsumami, Live Cutting และอาหารย่างแบบ Artisan รวมอยู่ในร้านเดียวกัน
ถ้าอยากได้ฟิวส์ Kappou ต้องนั่งเคาน์เตอร์บาร์เลยครับ
แล้ว Kappou ต่างจาก Omakase ยังไง?
อันนี้หลายคนอาจสับสนครับ Omakase หมายถึงรูปแบบการกินที่เราฝากเชฟเลือกอาหารให้ ประมาณว่า… “เชฟครับ วันนี้จัดมาเลย” แต่ Kappou เป็นเรื่องของรูปแบบและเทคนิคในการทำอาหารมากกว่า ดังนั้นร้าน Kappou ไม่จำเป็นต้องกินเป็น Course อย่างเดียว สามารถมีเมนู À la carte ได้ เลือกกินเฉพาะซูชิ สั่งของย่าง สั่งด้ง หรือกินเป็น Gozen คนละชุดก็ได้ MAGURO Kappou เลยไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าต้องเตรียมตัวมานั่ง Fine Dining 2 ชั่วโมง อยากมากินมื้อกลางวันธรรมดาก็ได้ครับ
แล้วต่างจาก MAGURO ปกติยังไง?
MAGURO ที่เรารู้จักกันมานาน จะเด่นเรื่อง ซูชิ, ซาชิมิ, โรล, ด้ง และอาหารญี่ปุ่นหลากหลายเมนู โดยมีเรื่องวัตถุดิบและความคุ้มเป็นหัวใจหลักอยู่แล้ว แต่ MAGURO Kappou เหมือนเพิ่มอีก Layer เข้ามา จากเดิมที่ถามว่า “วัตถุดิบดีไหม?” กลายเป็นต้องถามเพิ่มว่า “เชฟเอาวัตถุดิบนี้ไปทำอะไร?” ปลาเดียวกัน อาจกินดิบ อาจ Aburi อาจย่าง อาจหมัก หรือเอาไปทำเป็นอาหารร้อนอีกแบบหนึ่ง
ผมว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ร้านสนุกขึ้นครับ
ปรัชญา Give More ยังอยู่เหมือนเดิม
MAGURO ใช้แนวคิด GIVE MORE — ให้มากกว่าที่ขอ เป็นหนึ่งใน Philosophy หลักของแบรนด์มานาน ไม่ได้หมายถึงให้ Portion ใหญ่ขึ้นอย่างเดียว แต่รวมถึง วัตถุดิบ รสชาติ การบริการ และรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างมื้ออาหารด้วย ซึ่งพอกิน MAGURO Kappou รอบนี้… ผมเจอ Detail หนึ่งที่ชอบมาก และมันเป็นเรื่องเล็กมากครับ
น้ำซุป
น้ำซุปที่ผมเติมไปประมาณ 5 ถ้วย
เวลานั่งร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วมีซุปเสิร์ฟมาใน Set ปกติผมก็กินถ้วยเดียวครับ บางร้านเติมได้ก็อาจมีถ้วยสอง แต่ของ MAGURO Kappou… ผมน่าจะกินไปประมาณ 5 ถ้วย ห้าๆๆๆๆๆ ตัวน้ำซุปเป็นแนวดาชิ กลิ่นหอม รสออกหวานธรรมชาติ ไม่เค็มจัด ซดร้อนๆ คล่องคอมาก ในซุปมีสาหร่ายอยู่ด้วย ทำให้ได้กลิ่นทะเลอ่อน ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกนิด จากหน้าตาผมเดาว่าน่าจะเป็นกลุ่มวากาเมะ แต่ตรงนี้ผมไม่ได้ถามร้านให้แน่ใจ เลยขอเรียกว่าสาหร่ายไว้ก่อนครับ
สิ่งที่ผมชอบมากกว่าเรื่องเติมฟรี คือ… พอน้ำซุปวางจนไม่ร้อน ร้านเปลี่ยนถ้วยใหม่ให้เลย ไม่ได้เอาถ้วยเดิมไปเติมน้ำร้อน ไม่ได้เติมทับเข้าไป แต่ยกซุปร้อนๆ ถ้วยใหม่มาให้ ผมว่า Detail เล็กๆ แบบนี้ทำให้ Experience ต่างนะ เพราะซุปแบบนี้ต้องกินตอนร้อนถึงจะหอม แล้วของร้านมันซดเพลินจริง
จากหนึ่งถ้วย… สอง สาม สุดท้ายไม่รู้เหมือนกันว่าจบตรงไหน น่าจะประมาณห้าครับ ห้าๆๆๆๆๆ
ถ้าไปกิน ผมแนะนำว่าอย่ามองข้ามซุป
บางคนอาจคิดว่า มาร้าน Kappou ทั้งที ต้องพูดถึงแต่ปลาพรีเมียม แต่สำหรับผม ซุปนี่แหละเป็นหนึ่งในสิ่งที่จำได้มากที่สุด เพราะมันทำหน้าที่เหมือน Reset ปากระหว่างอาหารแต่ละจาน กินปลาดิบ ซดซุปร้อนๆ กินของย่าง กลับมาซดอีก แล้วค่อยไปเมนูต่อไป มันทำให้ทั้งมื้อไหลลื่นดีมากครับ
ยังไม่ทันสั่งอะไร ทางร้านก็เสิร์ฟของเรียกน้ำย่อย น้ำซุปร้อนๆ ตอนแรกคิดว่าให้น้ำซุปแค่ถ้วยเดียว แอบเก็บไว้กินทีหลัง พอผ่านไป อาหารเริ่มมา พนักงานบอกว่าเปลี่ยนน้ำซุปมั๊ยคะ เย็นแล้ว แล้วก็ยกถ้วยใหม่มาให้ อันเก่าเอากลับไป ยังเหลืออยู่เลย
Hitori Oceans — ซาชิมิปลาไทย 350 บาท
มาถึงอีกเมนูที่ผมชอบมาก Hitori Oceans ราคา 350 บาท อันนี้ผมว่าเป็นหนึ่งในเมนูที่น่าสนใจที่สุดของ MAGURO Kappou เลย เพราะร้านชูเรื่องวัตถุดิบจากญี่ปุ่นค่อนข้างหนัก แต่กลับมีจานนี้ที่เลือกใช้ ปลาไทยจากทะเลอันดามัน ร้านจะเลือกปลาตามฤดูกาลและของที่เข้ามาในแต่ละวัน ดังนั้นปลาที่ได้อาจไม่เหมือนกันทุกครั้ง ในหนึ่งจานจะได้ลองปลาหลายชนิด แล้วเสิร์ฟเป็นซาชิมิให้ชิม Character ของปลาแต่ละตัว
ส่วนตัวผมชอบครับ ปลาสด คุณภาพใช้ได้ แล้วราคา 350 บาท ผมว่าไม่แรงเลยสำหรับซาชิมิหลายชนิด
อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ด ห้าๆๆๆๆ ผมนี่ชอบอะไรแบบที่ไม่คอรชอบเนอะ
แต่แอบอยากรู้ จริงน่าจะติดป้ายมานิดนึงว่าแต่ละอย่างชื่อปลาอะไร เพราะแต่ละ Season ปลาจะมาไม่เหมือนกัน
แล้วแต่ช่วงนั้นอะไรสดใหม่
ปลาไทยทำซาชิมิได้ดีไหม?
จานนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า… เราอาจติดภาพว่า อาหารญี่ปุ่นพรีเมียม = ปลาต้องบินมาจากญี่ปุ่น แต่จริงๆ สิ่งสำคัญมากคือ ความสด + การจัดการปลา + เทคนิคของเชฟ ถ้าปลาไทยสดและจัดการดี ก็สามารถเอามาทำซาชิมิที่อร่อยได้เหมือนกัน และข้อดีคือปลาเปลี่ยนตามฤดูกาล กลับมากินรอบหน้าอาจได้ปลาไม่เหมือนเดิมด้วย ผมชอบ Concept นี้นะ
มันทำให้คำว่า Seasonal ของ Kappou มีความหมายมากกว่าแค่เปลี่ยนเมนูตามฤดูญี่ปุ่นครับ
ส่วนตัวผม ปลาเนื้อแดงและเนื้อขาวด้านซ้าย จิ้มโชยุ วาซาบิ อร่อยสุด ส่วนที่เหลือจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด
Buta Sukiyaki Gozen — 399 บาท
อีกเมนูที่แสดงให้เห็นว่าร้านไม่ได้ตั้งราคาแบบ Fine Dining คือ Buta Sukiyaki Gozen ราคา 399 บาท เป็นหมูสไลซ์ในน้ำซุปสุกี้ยากี้รสหวานเค็มแบบญี่ปุ่น เสิร์ฟเป็นชุดพร้อม ข้าว เครื่องเคียง และอาหารประกอบต่างๆ ราคาไม่ถึง 400 บาท
ถ้ามากินเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นคนเดียว ผมว่าจบได้ง่ายมาก ตรงนี้แหละที่ร้านใช้คำว่า Accessible Luxury ได้ค่อนข้างตรง คืออยากให้เรารู้สึก Premium ขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องจ่าย Premium ทุกจานครับ
เหมาะกับเป็นมื้อเที่ยง กินแบบเร็วๆ คุ้มมาก
อันนี้น่ากินครับ อร่อยด้วย ไข่หวานท็อปไข่ปลาเมนไทโกะ
Mini Unagi Foie Gras Don — 629 บาท
ถ้าอยากขยับไปสายหนักขึ้น มี Mini Unagi Foie Gras Don ราคา 629 บาท เอา ปลาไหลญี่ปุ่น กับ ฟัวกราส์ มาวางบนข้าวญี่ปุ่น แล้วราดซอสให้รสหวานเค็มและมันรวมกัน แค่ชื่อก็รู้แล้วครับว่า… เบาไม่ได้ ห้าๆๆๆๆๆ เป็นเมนูที่สะท้อนคำว่า Modern Taste ของร้านได้ดี เพราะไม่ได้เป็นอาหารญี่ปุ่น Traditional ตรงๆ แต่เอาวัตถุดิบต่างวัฒนธรรมมาจับคู่ แล้วใช้ฐานของอาหารญี่ปุ่นเป็นตัวเชื่อม
เมนูนี้ออกแนว Premium แอบเล็กไปหน่อย ก็ตามชื่อครับ “mini” แต่วัตถุดิบดีเลย อร่อย
อยากกินชามใหญ่ๆ
Tako Yum — 240 บาท
อีกจานที่เห็นแล้วรู้เลยว่าร้านไม่ได้เคร่งความญี่ปุ่นแบบ Traditional ทุกคำคือ Tako Yum ราคา 240 บาท ยำหนวดปลาหมึก เอาวัตถุดิบแบบญี่ปุ่นมาเจอกับรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย เปรี้ยว เผ็ด สดชื่น กินสลับกับอาหารญี่ปุ่นรสละมุน ๆ แล้วช่วยเปลี่ยนรสในปากได้ดีครับ
เมนูนี้แอบเกินคาด กินเท่าไหร่ก็ไม่หมดซักที เนื้อปลาหมึกมาเยอะมาก
ร้านอื่น คีบไม่กี่คำก็หมด ด้านล่างเป็นหัวไชเท้าซอย
Eihire Yaki — 235 บาท
ถัดมากลับมาญี่ปุ่น Traditional เต็มตัวกับ Eihire Yaki ราคา 235 บาท ครีบปลากระเบนย่าง เป็น Otsumami แบบที่เจอได้ตามร้าน Izakaya ญี่ปุ่น เนื้อจะมีความหนึบ หวานนิดๆ ย่างแล้วหอม เหมาะกับกินเล่นหรือกินคู่เครื่องดื่มมาก
สิ่งที่ผมชอบคือบนโต๊ะเดียวกันเราสามารถมี Eihire แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม Tako Yum แบบไทย Unagi + Foie Gras แบบ Modern แล้วก็ Hitori Oceans จากปลาไทย นี่แหละคือความสนุกของ MAGURO Kappou ครับ
เมนูกับแกล้ม ที่ผมชอบเอามากินเล่น กรอบบ้าง เหนียวบ้าง เคี้ยวเพลินดี
วัตถุดิบร้านจริงจังแค่ไหน?
จากเมนูของร้านมีหน้า NIPPON MADE แยกออกมาเลย โดยอธิบายแนวคิดว่าร้านคัดเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เช่น Hotate จาก Hokkaido, Botan Ebi จาก Hokkaido, Oyster จาก Sanriku, Ika จาก Miyazaki, Wasabi, Japanese Rice, Buri, Tuna, Hamaguri, ชาเขียวจาก Shizuoka รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ
ทำให้เราเห็นว่าร้านไม่ได้หยุดแค่คำว่า “นำเข้าจากญี่ปุ่น” แต่สนใจด้วยว่า มาจากตรงไหนของญี่ปุ่น ซึ่งสำหรับอาหารญี่ปุ่นจริง ๆ แหล่งที่มามีผลกับ Character ของวัตถุดิบเยอะครับ
ร้านนี้ไม่ได้มีแค่ของดิบ
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ผมว่าคำว่า Kappou สำคัญ ถ้ามาที่ MAGURO ปกติ เราอาจคิดถึง Sushi และ Sashimi ก่อน แต่ที่นี่เมนูร้อนมีบทบาทเยอะขึ้น ทั้ง ของย่าง สุกี้ยากี้ อาหารทอด ด้ง Otsumami อาหาร Seasonal และเมนูที่ใช้เทคนิคของเชฟมากขึ้น ดังนั้นคนที่ไม่กินปลาดิบก็ยังมากินร้านนี้ได้ครับ
ไม่จำเป็นต้องนั่งมองเพื่อนกินซาชิมิทั้งมื้อ ห้าๆๆๆๆๆ
แล้ว Kappou แบบนี้คุ้มไหม?
ก่อนมา ผมคิดว่าชื่อ Kappou จะทำให้ร้านเข้าถึงยากกว่านี้ แต่พอเห็นเมนูจริงแล้ว ผมว่าร้านตั้งใจทำตรงกันข้ามครับ ซูชิมีราคาเริ่มต้นหลักสิบ Hitori Oceans 350 บาท, Buta Sukiyaki Gozen 399 บาท แล้วใครอยากขยับ Premium ก็มีวัตถุดิบและเมนูราคาแพงขึ้นให้เลือก ดังนั้น Budget ของมื้อสามารถควบคุมได้ค่อนข้างเยอะ ไม่ได้ถูกบังคับให้ซื้อ Course หลายพันบาทตั้งแต่นั่งลง
ผมว่าตรงนี้ทำให้ MAGURO Kappou เป็นร้านที่เข้าถึงง่ายกว่า Kappou แบบ Traditional หรือ Fine Dining มากครับ
MAGURO Kappou Siam Paragon อยู่ตรงไหน?
ครั้งนี้ผมมากินที่ MAGURO Kappou สาขา Siam Paragon ชั้น 4 เป็นอีกสาขานอกเหนือจาก MAGURO Kappou ที่ Central Park
- เดินทางง่ายที่สุดด้วย BTS ลงสถานี สยาม แล้วเดินเชื่อมเข้าสยามพารากอนได้เลย
- สามารถจอดรถภายใน Siam Paragon ได้
- เปิดตามเวลาศูนย์การค้าประมาณ 10.00–22.00 น.
สรุป รีวิว MAGURO Kappou Siam Paragon
ก่อนมา ผมคิดว่า Kappou = แพง แต่พอกินจริง ผมว่าคำนี้อธิบาย “วิธีคิดของร้าน” มากกว่าระดับราคา ร้านเอาความสำคัญจากวัตถุดิบอย่างเดียว ขยับมาให้เราเห็น วิธีที่เชฟจัดการกับวัตถุดิบด้วย ปลาไทยเอามาทำซาชิมิ ปลาอีกตัวเอาไปย่าง บางอย่างทำเป็น Otsumami บางอย่างเอาไปจับกับรสชาติไทย บางอย่างเป็น Modern Japanese ทำให้เมนูหลากหลายกว่าการเป็นร้าน Sushi อย่างเดียว
มื้อนี้ถ้าถามผมว่าชอบอะไร… Hitori Oceans 350 บาท ผมว่าดี สด ได้ลองปลาไทยหลายชนิด ราคาไม่แรง
แต่ตัว Surprise จริง ๆ กลับเป็น น้ำซุป ห้าๆๆๆๆๆ หอมดาชิ หวาน ซดร้อนๆ ดีมาก เติมได้เรื่อยๆ แล้วถ้าวางจนไม่ร้อน ทางร้านเปลี่ยนซุปร้อนถ้วยใหม่มาให้เลย สุดท้ายผมน่าจะกินไปประมาณ 5 ถ้วย
จากร้านที่ชื่อ Kappou ฟังดูเหมือนต้องมานั่งกินอาหารญี่ปุ่นจริงจัง… ผมกลับออกมาพร้อมความคิดว่า “วันหลังมากินซาชิมิปลาไทย แล้วขอซุปอีก 5 ถ้วยดีกว่า” ห้าๆๆๆๆๆ
ถ้าใครกิน MAGURO อยู่แล้ว แต่อยากลองอะไรที่แตกต่างจากสาขาปกติขึ้นมาอีกหน่อย ผมว่า MAGURO Kappou Siam Paragon น่าลองครับ โดยเฉพาะคนที่อยากได้อาหารญี่ปุ่นที่มีเทคนิคเชฟมากขึ้น แต่ยังไม่อยากกระโดดไปกิน Omakase หลายพันบาทต่อคน
















