อาหารเกาหลีไม่ได้มีแค่ปิ้งย่าง! รีวิว GASIRI Korean Fine Dining สำรับนัมโดเต็มโต๊ะ กับไก่ตุ๋นโสมที่รอนานแต่คุ้ม
อาหารเกาหลี… ถ้าพูดคำนี้ ภาพแรกที่ผมนึกถึงก็มักจะเป็น หมูสามชั้นย่างบนเตา กิมจิ, ไก่ทอด, ต๊อกบกกี หรือไม่ก็รามยอน แต่รอบนี้… ไม่มีเตาปิ้งย่างอยู่กลางโต๊ะครับ กลับมีจานเล็กจานน้อยทยอยยกมาวาง จนจากโต๊ะที่ตอนแรกยังโล่งๆ กลายเป็น… แทบไม่มีที่วาง ห้าๆๆๆๆๆ นี่คือ GASIRI Korean Fine Dining Restaurant ร้านอาหารเกาหลีในบ้านสีขาวหลังใหญ่ย่านสุขุมวิท ที่ทำให้ผมได้รู้จักอาหารเกาหลีอีกมุมหนึ่ง โดยเฉพาะอาหารที่ร้านเรียกว่า “อาหารนัมโด” แล้วมีเมนูหนึ่งที่ผมอยากบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า…
ถ้าตั้งใจจะกิน โทรสั่งไว้ตั้งแต่ตอนจองโต๊ะครับ นั่นคือ Baek-Suk (백숙) หรือที่เข้าใจง่ายๆ ว่าไก่ต้ม/ไก่ตุ๋นแบบเกาหลี เพราะถ้าไปถึงแล้วค่อยสั่ง ต้องรอประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หลังจากกินแล้ว… ผมว่าคุ้มที่จะรอ ไก่ตัวใหญ่ เนื้อเปื่อยนุ่ม น้ำซุปหอมหวาน แล้วตอนเสิร์ฟยังมีคุณป้าชาวเกาหลีของร้านมาช่วยฉีกไก่เป็นชิ้นพอดีคำให้ถึงโต๊ะ
แต่ก่อนจะถึงไก่… เรามาทำความรู้จักร้านนี้กันก่อนครับ
GASIRI ร้านอาหารเกาหลีที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ
Story ของ GASIRI น่าสนใจกว่าที่ผมคิดครับ จากประวัติที่ร้านติดไว้ภายในร้าน ระบุว่า GASIRI เริ่มต้นจากร้านอาหารนัมโดในประเทศเกาหลีใต้ ทางร้านเล่าว่า ผู้ก่อตั้งมีประสบการณ์ด้านร้านอาหารเกาหลีมากกว่า 25 ปี และเคยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารนัมโด ก่อนจะเปิดร้านอาหารนัมโดแห่งแรกที่ อินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2000 หลังจากนั้นจึงพัฒนาร้านและเมนูต่างๆ ต่อเนื่องจากคำแนะนำของลูกค้า พร้อมกับความตั้งใจที่จะเผยแพร่คุณค่าของอาหารนัมโดให้เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น
ส่วนป้ายหน้าร้าน GASIRI ในกรุงเทพฯ ระบุคำว่า Since 2008 ดังนั้นร้านนี้ไม่ได้เป็นร้านเกาหลีใหม่ที่เพิ่งเกิดตามกระแส K-Food ครับ อยู่กันมานานพอสมควรแล้ว
แล้ว “อาหารนัมโด” คืออะไร?
คำนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมอยากเขียนถึงร้านนี้เลยครับ เพราะก่อนมา… ผมเองก็ไม่ได้คุ้นกับคำว่า “นัมโด” เท่าไร
Namdo (남도) แปลตรงตัวได้ประมาณว่า “ดินแดนทางใต้” และเมื่อพูดในบริบทอาหารเกาหลี มักเชื่อมโยงกับอาหารทางภาคใต้ โดยเฉพาะวัฒนธรรมอาหารของแถบ Jeolla ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องอาหารที่หลากหลายและการจัดสำรับที่มีเครื่องเคียงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นภาพของอาหารจึงต่างจาก Korean BBQ ที่เราคุ้นเคยพอสมควร ไม่ได้มีจานหลักใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เป็น ข้าว, ซุป, อาหารจานหลัก, กิมจิ, ผัก, ของหมัก , ของย่าง และ Banchan หรือเครื่องเคียงจานเล็กจานน้อย วางรวมกันเป็นสำรับ
พอได้เห็นอาหาร GASIRI ยกมาที่โต๊ะ… เข้าใจคำนี้ทันทีเลยครับ
ร้านอยู่ในบ้านสีขาว บรรยากาศไม่เหมือนร้านเกาหลีทั่วไป
อีกอย่างที่ผมชอบตั้งแต่ยังไม่ได้กินคือ ตัวร้าน GASIRI ไม่ได้อยู่ในห้าง และไม่ได้ทำบรรยากาศแบบร้าน Korean BBQ ที่มีโต๊ะเตาย่างเรียงกัน ร้านอยู่ใน บ้านสีขาวหลังใหญ่ย่านสุขุมวิท ด้านหน้ามีสนามหญ้า มีพื้นที่ Outdoor ตัวอาคารสีขาวดูเรียบ สงบ และค่อนข้างเป็นส่วนตัว พอเดินเข้ามาแล้ว Feeling มันเหมือน… มากินอาหารที่บ้านมากกว่ามาร้านปิ้งย่าง ซึ่งพอได้กินอาหารแบบสำรับจริงๆ ผมว่าบรรยากาศบ้านกลับเข้ากับอาหารของ GASIRI มากครับ
มากัน 5 คน… แล้วอาหารมาทีแทบเต็มโต๊ะ
รอบนี้พวกเรามากันทั้งหมด 5 คน และนี่เป็นอีกอย่างที่ผมจำได้มากที่สุดจากมื้อนี้ เวลาร้านเสิร์ฟอาหาร เขาไม่ได้ยกมาแค่จานเดียวครับ ห้าๆๆๆๆๆ พอสั่งอาหารแบบ Jeongsik หรืออาหารชุด จะมีทั้งจานหลัก ข้าว ซุป กิมจิ และเครื่องเคียงต่างๆ ตามมา และที่น่าสนใจคือ… เครื่องเคียงของแต่ละ Set ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
ดังนั้นพอพวกเราสั่งหลายเมนู จานเล็กจานน้อยก็เริ่มมาเรื่อยๆ จากโต๊ะที่ตอนแรกโล่งๆ… ไม่กี่นาที เต็มครับ ห้าๆๆๆๆๆ แต่ผมชอบนะ มันทำให้การกินสนุก เพราะเราไม่ได้กินจานหลักอย่างเดียว แต่ค่อยๆ ชิมเครื่องเคียงสลับกันไป แล้วถ้าตัวไหนชอบ… เครื่องเคียงสามารถขอเติมได้เรื่อยๆ ด้วย
Jeongsik คืออะไร? ทำไมหนึ่ง Set ถึงมีของเต็มโต๊ะ
ถ้าเปิดเมนู GASIRI จะเห็นคำว่า Jeongsik (정식) อยู่หลายเมนู พูดง่ายๆ คือ อาหารชุดหรือสำรับ ไม่ได้หมายถึงจานหลักอย่างเดียว อย่างชุดปลา หรือชุดหมูย่างที่เราสั่ง จะมีอาหารจานหลักแล้วตามด้วยองค์ประกอบอื่นในสำรับ เพราะฉะนั้นเวลาเห็นราคา 399 บาท อย่าเพิ่งคิดว่า… “หมูจานเดียว 399?” เพราะของจริงเวลามา… ไม่ได้มาจานเดียวครับ นี่เป็นอีกเหตุผลที่ผมรู้สึกว่าร้านนี้เหมาะมากับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน สั่งคนละ Set แล้วแชร์กันชิมหลายอย่างสนุกกว่า
เริ่มมื้อด้วย “โจ๊กถั่วแดง”
ก่อนอาหารชุดใหญ่จะลงโต๊ะ ร้านมี โจ๊กถั่วแดง Patjuk (팥죽) มาให้เริ่มมื้อ ตอนแรกผมกินแล้วมีความรู้สึกว่า… นี่ Starter หรือของหวานนะ? ห้าๆๆๆๆๆ เพราะ Character มันนุ่มๆ กินง่าย และต่างจาก Appetizer เค็มๆ ที่ผมคุ้นเคย ถือเป็นการเปิดมื้อที่แปลกดีสำหรับผม
Jeon หรือ “พิซซ่าเกาหลี” คนละชิ้น… แต่อยากกินอีก
อีกอย่างที่เสิร์ฟมาคือแผ่นทอดแบบเกาหลี หลายคนน่าจะคุ้นกับการเรียกว่า “พิซซ่าเกาหลี” จริงๆ อาหารกลุ่มนี้เรียกว่า Jeon (전) เป็นอาหารที่นำวัตถุดิบมาผสมหรือชุบกับแป้งและไข่ แล้วทอดบนกระทะ รอบนี้ร้านเสิร์ฟมาให้ คนละหนึ่งชิ้น ตอนแรกก็คิดว่า… หนึ่งชิ้นกำลังดี แต่พอกินแล้ว… อยากได้อีกครับ ห้าๆๆๆๆๆ
อันนี้เป็นหนึ่งในของเล็กๆ บนโต๊ะที่ผมชอบมาก
พระเอกของมื้อ — Baek-Suk 1,500 บาท
มาถึงตัวที่ผมประทับใจที่สุด Baek-Suk ราคา 1,500 บาท ในเมนูระบุเป็นชุดสำหรับ 2 คน และมาเป็น ไก่ทั้งตัว ถ้าเห็นภาพแล้วนึกถึงไก่ตุ๋นโสมเกาหลี… เข้าใจได้ครับ แต่ชื่อเมนูของร้านจริงๆ คือ Baek-Suk (백숙) ซึ่งไม่ควรเรียกสลับกับ Samgyetang ไปเสียทั้งหมด Baeksuk เป็นอาหารเกาหลีที่เน้นการต้มเนื้อหรือสัตว์ปีกอย่างเรียบง่าย เพื่อดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมา ของ GASIRI เสิร์ฟไก่ทั้งตัว พร้อมเครื่องต่างๆ อย่างที่เห็นในจาน และสิ่งแรกที่ผมคิดตอนเห็นคือ… ตัวใหญ่เหมือนกันนะ
เมนูนี้แนะนำให้สั่งล่วงหน้า
นี่เป็นข้อมูลสำคัญมากสำหรับคนที่จะตามไปกินครับ ถ้าตั้งใจมากิน Baek-Suk แนะนำให้แจ้งร้านตั้งแต่ตอนจองโต๊ะ เพราะเมนูนี้ใช้เวลาทำ จากประสบการณ์วันที่ผมไป ถ้ามาถึงร้านแล้วค่อยสั่ง ต้องรอประมาณ 1 ชั่วโมง ฟังครั้งแรกอาจรู้สึกว่า… นานนะ แต่พอกินจริงๆ ผมว่า รอแล้วคุ้มครับ หรือถ้ารู้ก่อนก็ง่ายกว่านั้นอีก สั่งล่วงหน้าไปเลย ห้าๆๆๆๆๆ
ไก่ตัวใหญ่ แต่เปื่อยนุ่มมาก
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของ Baek-Suk คือ Texture ของไก่ ผ่านการต้มมาจนเนื้อ เปื่อยนุ่ม ไม่ได้แห้งหรือแข็ง น้ำซุปก็มีความ หอม หวาน และมีรสจากตัวไก่กับเครื่องที่ต้มรวมกัน เป็นอาหารที่ดูหน้าตาไม่ได้หวือหวาเลยนะ ไก่หนึ่งตัวอยู่ในน้ำซุป จบ แต่กินแล้ว… อร่อยมากครับ นี่แหละตัวที่ถ้าผมกลับ GASIRI อีกรอบ ผมอยากกินอีก
ไม่ต้องนั่งสู้กับไก่ทั้งตัวเอง มีคนฉีกให้ถึงโต๊ะ
แล้วมี Service Detail หนึ่งที่ผมชอบมาก พอไก่มาถึงโต๊ะ… คุณป้าชาวเกาหลีเจ้าของร้านจะมาช่วยฉีกไก่ให้ ผมขอใช้คำว่า “คุณป้าชาวเกาหลีเจ้าของร้าน” นะครับ คุณป้าจะค่อยๆ แยกไก่ทั้งตัวออกมาเป็นชิ้น ขนาดพอดีคำ พร้อมกิน ตรงนี้ดีมาก เพราะตอนยกมาครั้งแรก ไก่ตัวค่อนข้างใหญ่ ถ้าปล่อยไว้ให้พวกเราห้าคนจัดการกันเอง… ภาพอาจไม่สวยเหมือนตอนเสิร์ฟเท่าไร ห้าๆๆๆๆๆ
แต่ร้านจัดการให้เรียบร้อย เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ… กินครับ
Gogalbi Jeongsik — ปลาแมคเคอเรลย่างซอส 399 บาท
อีก Set ที่เราสั่งคือ Gogalbi Jeongsik ราคา 399 บาท เมนูระบุว่าเป็น ปลาแมคเคอเรลย่างซอส เสิร์ฟมาในรูปแบบ Jeongsik พร้อมอาหารประกอบและเครื่องเคียง นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพ Concept ร้านชัดมาก เพราะปลาไม่ได้ถูกเสิร์ฟมาโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ สำรับอาหาร กินปลาสลับกับข้าว กิมจิ ผัก และ Banchan ต่างๆ ทำให้หนึ่ง Set มีรสชาติและ Texture หลายแบบมากกว่าการกินปลาอย่างเดียว
Dwaeji Sutbul-gui Jeongsik — หมูย่างถ่าน 399 บาท
อีกชุดราคาเท่ากันคือ Dwaeji Sutbul-gui Jeongsik — หมูย่างถ่าน 399 บาท ชื่อก็บอกวิธีทำค่อนข้างชัดครับ
- Dwaeji = หมู
- Sutbul = ถ่าน
- Gui = ย่าง
- Jeongsik = อาหารชุด
รวมกันง่ายๆ ก็คือ ชุดหมูย่างถ่านแบบเกาหลี ถ้าใครไม่คุ้นกับอาหารนัมโดและอยากเริ่มจากอะไรที่เข้าใจง่าย ตัวนี้ผมว่าน่าสนใจ ยังได้ Experience เครื่องเคียงเต็มโต๊ะเหมือนเดิม แต่จานหลักเป็นหมูย่างที่คนไทยคุ้นเคยง่ายกว่า
Grilled Atka Mackerel Set — 499 บาท
อีกตัวที่เราสั่งคือ Grilled Atka Mackerel ราคา 499 บาท ในเมนูภาษาไทยใช้ชื่อว่า ปลาชิมะฮอกเกะย่าง ชุด 499 บาท เสิร์ฟพร้อมข้าวหม้อ แพนเค้กผัก และเครื่องเคียง ส่วนถ้าอยากสั่งเฉพาะปลาย่างอย่างเดียว ร้านมีราคา 399 บาท โดยไม่รวมข้าวและเครื่องเคียง ถ้ามาร้านนี้ครั้งแรก ผมกลับชอบแนวคิดการสั่งเป็น Set มากกว่า เพราะ… เครื่องเคียงนี่แหละครับคือความสนุก
เครื่องเคียงแต่ละ Set ไม่เหมือนกัน
อันนี้เป็น Detail ที่ผมสังเกตจากมื้อจริง แต่ละ Set ที่ยกมา… Banchan ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งเข้ากับรูปแบบ Jeongsik ที่เครื่องเคียงสามารถจัดให้เหมาะกับอาหารหลัก วัตถุดิบ และสำรับนั้นๆ ดังนั้นพอเรามากัน 5 คน แล้วสั่งหลาย Set ผลที่ได้คือ… อาหารเต็มโต๊ะแบบจริงจัง บางอย่างเหมือนกัน บางอย่างต่างกัน ตัวไหนชอบก็ค่อยกินซ้ำ และที่ GASIRI เครื่องเคียงสามารถ ขอเติมได้ ผมว่าคนที่ชอบ Banchan น่าจะมีความสุขกับร้านนี้มาก เพราะไม่ได้รู้สึกว่าเครื่องเคียงเป็นของแถม แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของมื้อจริงๆ
ความสนุกของสำรับนัมโด คือไม่ได้มีพระเอกแค่จานเดียว
หลังจากกิน ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมอาหารลักษณะนี้ถึงต้องมีจานเล็กจานน้อยเยอะขนาดนี้ เราไม่ได้กินเนื้ออย่างเดียวจนหมด แล้วค่อยกินผัก แต่กินสลับกันไป คำนี้ปลา คำต่อไปกิมจิ กินข้าว ตามด้วยผัก กลับไปไก่ แล้วเปลี่ยนไปลอง Banchan อีกจาน อาหารหนึ่งมื้อเลยมีรสชาติเปลี่ยนอยู่ตลอด และสำหรับผม… นี่แหละคือเสน่ห์ของมื้อนี้
ไป 5 คน สั่งแบบนี้กำลังสนุก
รอบนี้พวกเรามา 5 คน เฉพาะเมนูหลักที่สั่งและมีข้อมูลราคา ได้แก่ Baek-Suk — 1,500 บาท, Gogalbi Jeongsik — 399 บาท, Dwaeji Sutbul-gui Jeongsik — 399 บาท, Grilled Atka Mackerel Set — 499 บาท รวมเฉพาะ 4 รายการนี้อยู่ที่ 2,797 บาท ยังไม่รวมรายการอื่นหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ข้อดีของการมากันหลายคนคือได้สั่งหลาย Set แล้วแชร์กัน ถ้ามาคนเดียว… ผมว่าอดเห็น Moment “อาหารเต็มโต๊ะ” แบบนี้แน่นอนครับ ห้าๆๆๆๆๆ
สำคัญมาก — ร้านนี้ควรจองก่อน
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้สำหรับคนที่จะตามมา แนะนำให้จองโต๊ะครับ โดยเฉพาะ เสาร์–อาทิตย์ ร้านเป็นบ้าน ไม่ใช่ร้านขนาดใหญ่แบบในห้างที่มีโต๊ะจำนวนมาก และจากประสบการณ์ที่ผมไป ถ้า Walk-in มาโดยไม่ได้จอง มีโอกาสเจอร้านเต็มได้ ดังนั้นถ้าตั้งใจมากินจริงๆ… จองไว้ดีกว่า และถ้าตั้งใจจะกิน Baek-Suk ด้วย ตอนโทรจองบอกไปพร้อมกันเลยครับว่า ขอสั่ง Baek-Suk ล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องมาถึงแล้วนั่งรอไก่อีกประมาณหนึ่งชั่วโมง จองโต๊ะ + จองไก่ มาถึงแล้ว… กินได้เลย แบบนี้ดีที่สุดครับ
สรุป รีวิว GASIRI Korean Fine Dining
ก่อนมากิน GASIRI ถ้าพูดถึงอาหารเกาหลี ผมเองก็ยังนึกถึง ปิ้งย่าง หมูสามชั้น ไก่ทอด ต๊อกบกกี หรือรามยอน เป็นอันดับแรกๆ แต่หลังจากมื้อนี้… ผมว่าอาหารเกาหลีมีอะไรให้ลองมากกว่านั้นเยอะครับ โดยเฉพาะสิ่งที่ GASIRI พยายามนำเสนออย่าง “อาหารนัมโด” ความสนุกไม่ได้อยู่ที่จานหลักเพียงจานเดียว แต่อยู่ที่การกินแบบ สำรับ พออาหารเริ่มมา… ข้าวมา ซุปมา กิมจิมา ผักมา Jeon มา เครื่องเคียงจานเล็กจานน้อยตามมาอีก แล้วพอเรามากัน 5 คน สั่งกันหลาย Set… ยกมาทีแทบเต็มโต๊ะจริงๆ ครับ ห้าๆๆๆๆๆ และผมชอบตรงที่เครื่องเคียงของแต่ละ Set ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ทำให้มีอะไรให้ลองเยอะมาก ตัวไหนชอบก็กินเพิ่มได้ เพราะที่นี่ เครื่องเคียงเติมได้เรื่อยๆ
แต่ถ้าถามว่า… มื้อนี้ผมชอบอะไรที่สุด? ตอบง่ายมากครับ
Baek-Suk
หรือถ้าจะเรียกให้คนไทยเห็นภาพง่ายๆ ก็ประมาณ ไก่ต้ม/ไก่ตุ๋นแบบเกาหลี ที่หลายคนอาจนึกถึงไก่ตุ๋นโสม ราคา 1,500 บาท เป็นชุดสำหรับ 2 คน แต่ไก่มาทั้งตัวและตัวใหญ่พอสมควร สิ่งที่ดูเหมือนธรรมดามากอย่าง “ไก่ต้มหนึ่งตัว” กลับเป็นจานที่ผมชอบที่สุดของมื้อนี้ ไก่เปื่อยนุ่ม น้ำซุป หอม หวาน กลมกล่อม ยิ่งกินตอนร้อนๆ ยิ่งดี แล้วผมชอบ Service ตอนเสิร์ฟด้วย คุณป้าชาวเกาหลีของร้านมาช่วยฉีกไก่ทั้งตัวให้ถึงโต๊ะ ค่อย ๆ แยกออกมาเป็นชิ้นพอดีคำ เราไม่ต้องนั่งแทะหรือต่อสู้กับไก่ทั้งตัวเอง ห้าๆๆๆๆๆ เหลือหน้าที่เดียว… กินครับ แต่เมนูนี้มีข้อควรรู้สำคัญมาก
แนะนำให้สั่งล่วงหน้า เพราะถ้ามาถึงร้านแล้วค่อยสั่ง จากประสบการณ์วันที่ผมไปต้องรอประมาณ 1 ชั่วโมง ถามว่ารอแล้วคุ้มไหม? สำหรับผม… คุ้มครับ แต่ถ้ารู้ล่วงหน้าแบบนี้แล้ว จะนั่งรอทำไม ห้าๆๆๆๆๆ
ตอนจองโต๊ะก็บอกทางร้านไปพร้อมกันเลยว่า ขอสั่ง Baek-Suk ไว้ด้วย มาถึงจะได้พร้อมกินมากกว่า นอกจากไก่แล้ว ผมชอบ Experience ของ Jeongsik หรืออาหารแบบเป็นชุดของที่นี่เหมือนกัน ทั้ง Gogalbi Jeongsik ปลาแมคเคอเรลย่างซอส 399 บาท, Dwaeji Sutbul-gui Jeongsik หมูย่างถ่าน 399 บาท และ Grilled Atka Mackerel Set ปลาชิมะฮอกเกะย่าง 499 บาท จุดสนุกไม่ใช่แค่จานหลัก แต่คือ ของทั้งหมดที่มาพร้อมกัน ได้ลองอาหารหลายรส หลาย Texture ในมื้อเดียว และพอทุกคนสั่งคนละอย่างแล้วแบ่งกันกิน ผมว่ามันเหมาะกับการมากันเป็นกลุ่มมาก
ส่วนของเล็กๆ ที่ผมยังจำได้คือ Jeon หรือแพนเค้กเกาหลี ได้คนละหนึ่งชิ้น แล้วผมมีปัญหาอย่างเดียวคือ… หนึ่งชิ้นไม่พอครับ ห้าๆๆๆๆๆ กินแล้วอยากได้อีก
ก่อนเริ่มสำรับยังมี โจ๊กถั่วแดง ซึ่งสำหรับผมให้ Feeling คล้ายของหวานเสียมากกว่า เป็นอีกอย่างที่ไม่ค่อยได้เจอเวลาไปร้านเกาหลีทั่วไป รวมๆ แล้ว GASIRI จึงไม่ใช่ร้านที่ผมอยากแนะนำด้วยคำว่า “ร้านเกาหลีร้านนี้ปิ้งย่างอร่อย” เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้น่าสนใจเลย สิ่งที่ผมชอบคือ… มันพาเราไปรู้จักอาหารเกาหลีอีกแบบหนึ่ง จากอาหารนัมโด การกินแบบสำรับ Jeongsik Banchan หลากหลาย Baek-Suk ไปจนถึงวัฒนธรรมการกินหลายอย่างพร้อมกันบนโต๊ะ ยิ่งร้านอยู่ใน บ้านสีขาวหลังใหญ่กลางสุขุมวิท บรรยากาศยิ่งเข้ากับอาหารแบบนี้ดี เหมือนมานั่งกินอาหารเกาหลีที่บ้านมากกว่าเดินเข้าร้านปิ้งย่างครับ และถ้าจะมาตาม… มีอยู่ 2 เรื่องที่ผมอยากย้ำ
จองโต๊ะก่อน โดยเฉพาะเสาร์–อาทิตย์
เพราะถ้า Walk-in มา มีโอกาสเจอเต็มได้ และถ้าอยากลองเมนูที่ผมชอบที่สุดอย่าง Baek-Suk สั่งล่วงหน้าไปพร้อมกับตอนจองโต๊ะเลยครับ ไม่อย่างนั้นมีสิทธิ์ได้นั่งมองเครื่องเคียง… รอไก่อีกหนึ่งชั่วโมง ห้าๆๆๆๆๆ
แต่ถ้าถามผมว่า กลับไปอีกไหม? กลับครับ แล้วรอบหน้า… Baek-Suk ผมสั่งไว้ก่อนแน่นอน





















