Christchurch 1 วันก่อนลาเกาะใต้ เมืองที่สร้างตัวเองขึ้นใหม่หลังแผ่นดินไหว ก่อนบินต่อ Rotorua
หลังจาก Road Trip เกาะใต้ New Zealand กันมาหลายวัน ตั้งแต่ Queenstown, Milford Sound, Arrowtown, Kawarau Bungy, Lake Tekapo, Aoraki / Mount Cook จนเจอทั้งฝน หิมะ และ Glacier ที่มองแทบไม่เห็นอะไร ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองสุดท้ายของเกาะใต้ Christchurch คราวนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกแล้ว
จากภูเขา ทะเลสาบ ถนนยาวๆ และบ้านพักกลางธรรมชาติ กลับมาเป็นเมืองใหญ่ที่มีทั้งอาคารเก่า Tram สวน Botanic Gardens ร้านอาหาร คาเฟ่ และสถาปัตยกรรมยุโรปอยู่เต็มเมือง แต่ Christchurch ไม่ได้เป็นแค่เมืองสวยสไตล์อังกฤษ เพราะเมืองที่เราเห็นในวันนี้ผ่านเหตุการณ์ครั้งใหญ่มาแล้ว โดยเฉพาะแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 2010 และ 2011 ซึ่งเปลี่ยนหน้าตาของ Christchurch ไปอย่างมาก
แผ่นดินไหววันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2011 มีขนาด 6.3 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 185 คน อาคารประวัติศาสตร์จำนวนมากได้รับความเสียหาย หลังจากนั้น Christchurch จึงเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ที่ยังทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน และถ้ามีเวลาเที่ยว Christchurch แค่หนึ่งวัน…
เดินเที่ยวกลางเมืองนี่แหละครับ สนุกกว่าที่คิด
คืนนี้พักกลางเมือง Novotel Christchurch Cathedral Square
หลังจากขับรถมาจาก Lake Tekapo เราเลือกพักที่ Novotel Christchurch Cathedral Square ทำเลอยู่กลาง Christchurch CBD ที่ 52 Cathedral Square พอดี จึงเหมาะมากสำหรับใช้เป็น Base แล้วเดินเที่ยวเมืองต่อ โรงแรมเป็นระดับ 4 ดาว และอยู่ใกล้ Te Pae Christchurch Convention Centre ด้วย
สำหรับทริปนี้เราไม่ได้เลือกโรงแรมเพราะต้องการ Resort หรือใช้ Facility ทั้งวันเหมือนตอนอยู่ Queenstown หรือ Lake Tekapo สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือ… จอดรถ เก็บกระเป๋า แล้วเดินเที่ยวได้เลย หลังจากขับรถ Road Trip มาหลายวัน การได้เปลี่ยนจากคนขับมาเป็นคนเดินบ้างก็ดีเหมือนกัน
Christchurch Botanic Gardens สวนอายุกว่า 160 ปีใจกลางเมือง
หนึ่งในสถานที่ที่เราเดินไปคือ Christchurch Botanic Gardens สวนแห่งนี้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1863 จุดเริ่มต้นมักนับจากการปลูกต้น English Oak เพื่อเฉลิมฉลองการอภิเษกสมรสของ Prince Albert Edward กับ Princess Alexandra of Denmark ปัจจุบันเป็นหนึ่งใน Botanic Gardens เก่าแก่ของ New Zealand และตั้งอยู่ติดกับ Hagley Park และแม่น้ำ Ōtākaro / Avon River ใจกลาง Christchurch
สิ่งที่ผมชอบคือมันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนสวนจัดแสดงที่ต้องเดินตามเส้นทางเป๊ะๆ พื้นที่ค่อนข้างใหญ่ มีทั้งต้นไม้เก่าแก่ สนามหญ้า สวนดอกไม้ และอาคารประวัติศาสตร์กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจออะไรให้หยุดดูตลอด
Peacock Fountain น้ำพุที่เคยโดนด่าว่าไม่สวย
หนึ่งในสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ Peacock Fountain ชื่อ Peacock ไม่ได้ตั้งเพราะรูปร่างเหมือนนกยูง แต่ตั้งตาม John Thomas Peacock นักธุรกิจและนักการเมืองยุคแรกของ Canterbury ซึ่งทิ้งเงิน £1,000 ไว้สำหรับการปรับปรุงสวนและแม่น้ำ Avon ของ Christchurch น้ำพุถูกสั่งมาจากอังกฤษและติดตั้งใน Botanic Gardens เมื่อปี 1911 ตัวน้ำพุเป็น Cast Iron ตกแต่งด้วยปลาโลมา นกกระสา ใบไม้และพืชน้ำ
แต่เรื่องสนุกคือ… ตอนมาใหม่ๆ ไม่ได้มีแต่คนชม งานออกแบบที่ค่อนข้างอลังการถูกคนในวงการศิลปะยุคนั้นวิจารณ์แรงถึงขั้นมีคำเปรียบเปรยประมาณว่าเป็นกองเหล็กขนาดยักษ์และดูเว่อร์เกินไป ต่อมาน้ำพุมีปัญหาทั้งการรั่วและการบำรุงรักษา จนถูกถอดออกในปี 1949 แล้วหายไปจากสวนหลายสิบปี ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่และเปิดอีกครั้งในปี 1996
จากของที่เคยมีคนบ่นว่าไม่สวย… วันนี้กลับกลายเป็นหนึ่งใน Landmark ที่คนมาถ่ายรูปของ Christchurch Botanic Gardens ไปแล้ว
รูปปั้นผู้ชายที่นั่งกอดอกคือใคร?
เดินต่อมาเราจะเจอรูปปั้น Bronze ผู้ชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างกอดอกอยู่บนเก้าอี้ ชื่อของเขาคือ William Sefton Moorhouse อดีต Superintendent ของ Canterbury Province และเป็นบุคคลสำคัญในการผลักดันโครงการทางรถไฟและ Lyttelton Rail Tunnel ซึ่งเจาะผ่าน Port Hills เชื่อม Christchurch กับท่าเรือ Lyttelton ในยุคที่เมืองต้องพึ่งพาท่าเรือในการขนส่งสินค้า การสร้างเส้นทางเชื่อมสองฝั่งจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนา Canterbury มาก Lyttelton Tunnel เปิดให้บริการผู้โดยสารในปี 1867
ส่วนรูปปั้น Moorhouse ที่เราเห็นสร้างใน London โดย G. A. Lawson ในปี 1885 และตั้งอยู่ใน Botanic Gardens หันไปทางปลายด้านตะวันตกของ Hereford Street ถ้าเห็นชื่อ Moorhouse Avenue ใน Christchurch ก็ใช่ครับ… มาจากคนเดียวกันนี่แหละ
อาคารที่เหมือนโบสถ์ แต่จริงๆ ไม่ใช่โบสถ์
ออกจากสวนมาแถว Rolleston Avenue จะเห็นอาคารหิน Gothic สวยมาก ตอนแรกผมก็นึกว่า… โบสถ์อะไรเนี่ย? แต่จริงๆ แล้วบริเวณนี้คือ The Arts Centre Te Matatiki Toi Ora และอาคารเด่นที่เราเห็นคือ Great Hall พื้นที่แห่งนี้เคยเป็น Canterbury College ซึ่งต่อมากลายเป็น University of Canterbury และยังเคยเป็นที่ตั้งของ Christchurch Boys’ High School และ Christchurch Girls’ High School ด้วย
The Arts Centre มีอาคารทั้งหมด 23 หลัง โดย 22 หลังได้รับการขึ้นทะเบียนโดย Heritage New Zealand และ 21 หลังอยู่ใน Historic Place Category One
Great Hall เปิดมาตั้งแต่ปี 1882
Great Hall เดิมเรียกว่า College Hall เปิดใช้งานในปี 1882 ช่วงแรกใช้เป็นทั้ง Library ขนาดเล็ก สถานที่บรรยาย พิธี Graduation ก่อนจะค่อย ๆ ใช้สำหรับ Concert, Dance และกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
ด้านในมี Highlight สำคัญคือ Memorial Window ซึ่งเป็น Stained Glass ขนาดใหญ่ ประกอบจากกระจกประมาณ 4,000 ชิ้น ติดตั้งครั้งแรกในปี 1938 และปัจจุบันอุทิศให้บุคลากรและนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันแห่งนี้ซึ่งรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ 1
อาคารเก่าที่เกือบเสียไปเพราะแผ่นดินไหว
ตรงนี้ทำให้การเดินดู The Arts Centre มีความหมายขึ้นเยอะ แผ่นดินไหว Canterbury ปี 2010 และ Christchurch Earthquake ปี 2011 ทำให้อาคารของ The Arts Centre 22 จาก 23 หลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก โครงการบูรณะเริ่มขึ้นในปี 2012 ด้วยงบประมาณประเมินประมาณ NZ$290 ล้าน และเป็นหนึ่งในโครงการอนุรักษ์อาคารมรดกขนาดใหญ่ เฉพาะ Great Hall ก็ต้องถอดไม้และชิ้นส่วนตกแต่งมากกว่า 14,000 ชิ้น ออกมาถ่ายภาพ ทำหมายเลข และเก็บรักษา ก่อนเสริมโครงสร้างใหม่แล้วประกอบกลับ
Great Hall เปิดอีกครั้งในปี 2016 และงานบูรณะ Great Hall กับ Clock Tower ยังได้รับ Merit Award จาก UNESCO Asia-Pacific Awards for Cultural Heritage Conservation ในปี 2017 ด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเห็นตึก Gothic สวยๆ วันนี้… มันไม่ใช่ตึกเก่าที่รอดมาแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เป็นอาคารที่เมืองเลือกลงทุนมหาศาลเพื่อ เก็บอดีตไว้ใน Christchurch ยุคใหม่
ผมว่าตรงนี้สะท้อน Character ของเมืองได้ดีมาก
New Regent Street ถนนสี Pastel ที่ Tram วิ่งผ่าน
จากอาคาร Gothic เปลี่ยนบรรยากาศกันแบบคนละเรื่อง เดินเข้ามาที่ New Regent Street สิ่งแรกที่เห็นคืออาคารสี Pastel เรียงกันสองฝั่ง ทั้งเขียว ฟ้า ครีม และเหลือง ตรงกลาง… มีราง Tram ถนนสายนี้สร้างขึ้นช่วง 1931–1932 ในช่วง Great Depression โดยใช้งานสถาปัตยกรรมสไตล์ Spanish Mission เดิมออกแบบให้มีร้าน Specialty Shop เล็ก ๆ ประมาณ 40 ร้าน และถือเป็นแนวคิด Shopping Precinct ที่ค่อนข้างใหม่ใน New Zealand ยุคนั้น
ปัจจุบัน New Regent Street ได้รับการขึ้นทะเบียน Heritage Category I และ ChristchurchNZ ระบุว่าเป็น Complete Heritage Streetscape แห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ใน Christchurch
Tram ยังวิ่งกลางถนนจริง
ปี 1994 ถนนถูกปิดไม่ให้รถทั่วไปวิ่งและปรับเป็น Pedestrian Mall เพื่อรองรับการกลับมาของ Christchurch Tram ปัจจุบัน Heritage Tram ยังวิ่งผ่านกลาง New Regent Street จริง สองข้างทางก็ไม่ได้เป็น Museum มี Cafe, Restaurant, Bar และร้านเล็กๆ เปิดใช้งานจริง ผมชอบตรงนี้มาก เพราะเมืองไม่ได้อนุรักษ์อาคารเก่าไว้ให้คนแค่มอง แต่เอามันกลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ถ้าเจอ Tram สีแดงวิ่งผ่านตอนถ่ายรูปพอดี… ครบสูตร Christchurch เลยครับ
เสียดายไม่เจอรถ Tram อาจจะเพราะแวะไม่นานแล้วไปกินมื้อเย็น
Christchurch เมืองเก่าที่ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต
หลังจากเดินมาหลายจุด ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไม Christchurch ถึงดูแปลกกว่าหลายเมืองใน New Zealand เราสามารถเดินจาก Botanic Gardens อายุกว่า 160 ปี ผ่านน้ำพุปี 1911 เจอ Great Hall ปี 1882 แล้วไม่กี่ช่วงตึกต่อมาก็เห็นอาคารกระจกสมัยใหม่ Street Art และพื้นที่ที่สร้างขึ้นใหม่หลังแผ่นดินไหว เมืองจึงมีความรู้สึกเหมือน Old Christchurch กับ New Christchurch ซ้อนอยู่ด้วยกัน บางอาคารได้รับการซ่อมกลับมาเหมือนเดิม บางพื้นที่ถูกสร้างใหม่ และบางร่องรอยยังทำหน้าที่เตือนว่าเมืองนี้เคยผ่านอะไรมา
สำหรับผม นี่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ Christchurch น่าสนใจมากกว่าแค่คำว่า “เมืองสไตล์อังกฤษ”
คืนสุดท้ายของ Road Trip เกาะใต้
หลังจากเดินเที่ยวกันเกือบทั้งวัน เรากลับมาที่ Novotel Christchurch Cathedral Square คืนนี้มีความรู้สึกต่างจากคืนก่อนๆ นิดหนึ่ง เพราะมันคือ…
คืนสุดท้ายของเกาะใต้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเราเดินทางตั้งแต่ Queenstown ไป Fiordland, Milford Sound, Arrowtown, Kawarau Bungy, Lake Tekapo, Aoraki / Mount Cook จนมาจบที่ Christchurch มีทั้งวันที่ฟ้าเปิดสวยมาก วันที่ฝนตกจนมองไม่เห็น Glacier และคืนที่เข้านอน Lake Tekapo แบบไม่มีหิมะ แต่ตื่นเช้ามาทั้งเมืองกลายเป็นสีขาว Road Trip เกาะใต้กำลังจะจบตรงนี้ แต่ New Zealand ของเรายังไม่จบ
จาก Christchurch บินต่อ Rotorua — เปลี่ยนจากเกาะใต้สู่เกาะเหนือ
วันต่อไปเราไม่ได้ขับรถต่อแล้ว คราวนี้มุ่งหน้าไปสนามบิน Christchurch เพื่อบินข้ามไปยัง Rotorua Airport (ROT) เมือง Rotorua บนเกาะเหนือ Rotorua Airport เป็นสนามบินภูมิภาคที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1964 และปัจจุบันเป็นหนึ่งใน Gateway สำคัญของ Central North Island โดยมีเที่ยวบินภายในประเทศเชื่อมกับ Auckland, Wellington และ Christchurch
ตรงนี้ถือเป็นการเปลี่ยน Chapter ของทริปแบบจริงจัง จาก…
South Island → North Island
จากภูเขาหิมะ Southern Alps และ Glacial Lakes กำลังจะเปลี่ยนไปเจอ Rotorua ที่มีทั้ง Geothermal Activity, Māori Culture, น้ำพุร้อน และกลิ่น Sulphur ที่ว่ากันว่าลงจากเครื่องมาก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าถึง Rotorua
มื้อปิดท้าย เกาะใต้ อาหารเกาหลี ที่นี่ก็ใช้ได้เหมือนกันน้า…
ลาก่อน South Island
ถ้าถามว่าหลังจาก Road Trip มาหลายวัน เมืองไหนสวยที่สุด ผมว่าตอบยาก Queenstown สนุก Lake Tekapo สวย Aoraki / Mount Cook ยิ่งใหญ่ แม้วันที่เราไปจะมองแทบไม่เห็นอะไร แต่ Christchurch ให้ความรู้สึกอีกแบบ มันไม่ได้พยายามเอาชนะธรรมชาติแบบเมืองอื่นในเกาะใต้ เสน่ห์ของมันอยู่ที่ เรื่องราวของเมือง สวนที่อยู่มานานกว่า 160 ปี อาคารมหาวิทยาลัยเก่า Tram ที่ยังวิ่งผ่านถนนสี Pastel น้ำพุที่เคยถูกเก็บหายไปเกือบครึ่งศตวรรษ และอาคารประวัติศาสตร์ที่พังจากแผ่นดินไหว แต่ถูกประกอบขึ้นมาใหม่ทีละชิ้น
ถ้ามีเวลาแค่ 1 วันใน Christchurch ผมว่าไม่จำเป็นต้องพยายามเก็บทุก Landmark จอดรถไว้ ใส่รองเท้าที่เดินสบาย แล้วลองเดินดูเมืองไปเรื่อยๆ เพราะบางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Christchurch… ไม่ใช่ว่ามีอะไรให้ดู แต่คือการได้เห็นว่า เมืองหนึ่งพังลงไปแล้ว สามารถลุกขึ้นมาใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งอดีตของตัวเองไว้ข้างหลัง
สำหรับเรา… ตรงนี้คือบทสุดท้ายของ Road Trip New Zealand เกาะใต้ เก็บกระเป๋า คืนรถ แล้วขึ้นเครื่อง Rotorua…เจอกันครับ
Chapter ต่อไป — North Island New Zealand




















