มา Rotorua ต้องลอง! แช่น้ำแร่ร้อน Polynesian Spa ก่อนลง Mud Bath โคลนทั้งตัวที่ Hell’s Gate
จากตอนที่แล้ว เราเที่ยว Te Puia กันไปแล้ว ได้เห็นทั้ง Pōhutu Geyser ไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นจากพื้น เรียนรู้วัฒนธรรม Māori กิน Hāngī และปิดท้ายด้วย Cultural Performance และ Haka หลังจากเดินดู Geothermal กันมาทั้งวัน…
เช้าวันต่อมาเราคิดว่า ดูอย่างเดียวไม่พอครับ วันนี้ขอลงไปแช่เองเลย เพราะถ้ามา Rotorua เมืองที่มีพลังงานความร้อนใต้พิภพอยู่ใต้พื้นดิน อีกหนึ่ง Experience ที่น่าลองมากคือการแช่น้ำแร่ Geothermal วันนี้เราเลยจัดกันถึง 2 แห่ง ช่วงเช้าเริ่มแบบ Relax ที่ Polynesian Spa แช่น้ำแร่ร้อนริม Lake Rotorua แล้วช่วงต่อไปเปลี่ยนอารมณ์กันแบบสุดขั้ว… จาก Spa สวยๆ ริมทะเลสาบ ไปยังสถานที่ที่ชื่อว่า
Hell’s Gate — ประตูนรก
และคราวนี้ไม่ได้แค่แช่น้ำครับ เราจะเอาโคลน Geothermal ทากันทั้งตัว
ซื้อ Package เช่าชุดกันได้ที่ตรงนี้เลย
เช้าอากาศเย็นๆ เริ่มที่ Polynesian Spa
เช้าวันนี้ Rotorua อากาศค่อนข้างเย็น แต่สำหรับการมาแช่ Outdoor Hot Pool ผมว่ากลับเป็นอากาศที่กำลังดีเลย จุดหมายแรกคือ Polynesian Spa ซึ่งตั้งอยู่ริม Lake Rotorua ใกล้กับใจกลางเมือง ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในสถานที่แช่น้ำแร่ Geothermal เก่าแก่ของ Rotorua เรื่องราวของการแช่น้ำบริเวณนี้ย้อนกลับไปถึงปี 1878
หนึ่งในเรื่องเล่าที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถานที่คือ Father Mahoney นักบวชคาทอลิกที่มีอาการปวดจากโรคข้อ ได้มาแช่น้ำบริเวณนี้และรายงานว่าอาการดีขึ้น แหล่งน้ำดังกล่าวจึงได้รับชื่อว่า Priest Spring ต่อมาพื้นที่ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา ก่อนกลายมาเป็น Polynesian Spa อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
28 บ่อ…แต่ไม่ได้หมายความว่าเดินลงได้ทั้งหมดนะ
Polynesian Spa มี Hot Mineral Pools รวมทั้งหมดประมาณ 28 บ่อ อุณหภูมิแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 33–41°C แต่ต้องอธิบายตรงนี้ก่อนว่า… ไม่ได้ซื้อตั๋วใบเดียวแล้ววิ่งแช่ได้ทั้ง 28 บ่อนะครับ พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นหลายโซน เช่น Family Pools, Pavilion Pools, Deluxe Lake Spa และ Private Pools แต่ละ Package สามารถใช้พื้นที่และจำนวนบ่อแตกต่างกัน
รอบที่เราไปมีบ่อให้เลือกหลายบ่อ และสิ่งที่ชอบคือ แต่ละบ่ออุณหภูมิไม่เท่ากัน ใครชอบร้อนมากก็เลือกบ่อร้อน รู้สึกร้อนเกินไปก็ย้าย สำหรับผมตรงนี้ดีกว่าการมีสระใหญ่สระเดียว เพราะสามารถค่อยๆ หาอุณหภูมิที่ตัวเองรู้สึกสบายได้
บ่อมีทั้ง Indoor Outdoor และแบบส่วนตัว
Priest Spring กับ Rachel Spring ต่างกันอย่างไร?
ที่ผมเพิ่งมารู้ทีหลังคือ น้ำใน Polynesian Spa ไม่ได้มาจากแหล่งเดียวทั้งหมด ที่นี่ใช้ Mineral Water จาก Natural Springs หลัก 2 แห่ง ซึ่งมีองค์ประกอบต่างกัน
Priest Spring
เป็นน้ำแร่ลักษณะ Acidic และมี Sulphate สูง Polynesian Spa นำเสนอการแช่น้ำจาก Priest Spring ในแง่การผ่อนคลายร่างกาย กล้ามเนื้อและข้อต่อที่เมื่อยล้า
Rachel Spring
อีกแบบเป็นน้ำแร่ Alkaline มี Sodium Silicate เป็นองค์ประกอบเด่น น้ำจะให้ความรู้สึกนุ่มลื่นกับผิวมากกว่า เพราะฉะนั้นที่เรารู้สึกว่าแต่ละบ่อไม่ได้ต่างกันแค่อุณหภูมิ… แหล่งน้ำเองก็ต่างกันด้วย
ส่วนเรื่อง “สรรพคุณ” ผมมองเป็นคุณสมบัติและข้อมูลที่ทาง Spa นำเสนอมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าการมาแช่ครั้งเดียวจะใช้รักษาโรคอะไรนะครับ สำหรับผมง่ายกว่านั้นเยอะ… อากาศหนาวแล้วลงน้ำอุ่น มันสบาย ได้ผ่อนคลาย
จุดที่ผมชอบที่สุดคือวิว Lake Rotorua
เรื่องน้ำแร่เป็นอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ Polynesian Spa แตกต่างสำหรับผมคือ Location เรานั่งอยู่ใน Outdoor Hot Pool แล้วด้านหน้าเป็น Lake Rotorua วันที่เราไปอากาศเย็น ท้องฟ้าสวย และที่ฝั่งทะเลสาบยังเห็น ไอน้ำ Geothermal ลอยขึ้นมาเป็นระยะ เมื่อวานเรายังเดินดู Steam ที่ Te Puia อยู่เลย
วันนี้เรากำลังนั่งแช่น้ำร้อน แล้วมอง Steam ลอยขึ้นมาจาก Landscape ตรงหน้า ตรงนี้แหละที่ให้ความรู้สึกว่า… เราอยู่ Rotorua จริงๆ ถ้ามาช่วงอากาศเย็น ผมยิ่งแนะนำ เพราะความรู้สึกระหว่างอากาศเย็นด้านบนกับน้ำร้อนด้านล่างมันเข้ากันมาก
วิวสวยเลยครับ แถมยังมีไอน้ำอยู่ด้านหลังด้วย ไกลๆ
ไม่ได้เตรียมชุดว่ายน้ำมา ก็ยังรอด
อีกเรื่องที่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวคือ ไม่จำเป็นต้องแบกชุดว่ายน้ำมาตั้งแต่เมืองไทยก็ได้ Polynesian Spa มีชุดว่ายน้ำและผ้าเช็ดตัวให้เช่าหรือซื้อ โดยสิ่งที่รวมมาให้จะแตกต่างตาม Package ดังนั้นถ้าเที่ยวอยู่แล้วอยู่ดีๆ อยากมาแช่… ก็ยังพอจัดการได้ แต่ถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะมา ผมว่านำชุดของตัวเองมาสบายกว่า แช่กันจนตัวอุ่นเรียบร้อยแล้ว เราก็เปลี่ยนชุดและเดินทางกันต่อ และถ้าคิดว่า Spa Day วันนี้จะมีแต่ความ Relax…
ช่วงต่อไปไม่ใช่แล้วครับ
จาก Polynesian Spa ไป Hell’s Gate
จุดหมายต่อไปชื่อค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก… Hell’s Gate หรือ ประตูนรก ชื่อดั้งเดิมของพื้นที่คือ Tikitere และเป็นพื้นที่ Geothermal สำคัญของ Rotorua Hell’s Gate ระบุว่าชุมชน Māori ใช้ทรัพยากร Geothermal ในบริเวณนี้มานานกว่า 800 ปี ทั้งน้ำร้อนและโคลนจากธรรมชาติ
แล้วใครตั้งชื่อว่า Hell’s Gate?
ชื่อมันฟังเหมือนตั้งมาเพื่อขายตั๋วนักท่องเที่ยวมาก แต่มี Story อยู่ครับ ชื่อภาษาอังกฤษ Hell’s Gate เชื่อมโยงกับการมาเยือนของนักเขียนบทละครชาวไอริชชื่อดัง George Bernard Shaw ในปี 1934 เมื่อเห็น Landscape ที่มีทั้งบ่อน้ำร้อนเดือด ไอน้ำ และโคลน Geothermal เขาเปรียบพื้นที่นี้กับประตูสู่นรก ชื่อ Hell’s Gate จึงกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกสถานที่นี้ในเวลาต่อมา พอเดินเข้าไปดูจริง… เออ ชื่อไม่ได้เวอร์เกินไปเท่าไร
พื้นดินเหมือนกำลังเดือดอยู่
Hell’s Gate ไม่ได้มีแค่ Mud Spa ด้านในยังเป็น Geothermal Reserve ที่สามารถเดินเที่ยวได้ด้วย Landscape ต่างจาก Polynesian Spa อย่างสิ้นเชิง ตรงนั้นเป็นน้ำใสๆ วิวทะเลสาบ นั่ง Relax แต่ตรงนี้… พื้นสีขาวเทา บ่อโคลนสีเทา ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นจากพื้น บางจุดมีน้ำเดือด บางจุดโคลนผุดขึ้นมาเป็นฟอง และมีป้าย DANGER อยู่เป็นระยะ พื้นที่ Geothermal Walk มีทั้ง Hot Pools, Active Mud, Steam, Mud Volcano, Land Coral และน้ำตกร้อน ใช้เวลาเดินประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง จากรูปที่เราถ่ายกลับมา เห็นบ่อโคลนขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังชัดมาก
แต่ต้องบอกก่อนว่า… บ่อนั้นไม่ได้เอาไว้ลงนะครับ อุณหภูมิและสภาพของ Natural Geothermal Pools อันตราย นักท่องเที่ยวต้องอยู่บนเส้นทางที่กำหนด ส่วน Mud Bath ที่เรากำลังจะลง ถูกจัดไว้เป็นพื้นที่ Spa แยกต่างหาก
บ่อธรรมชาตินี้ ห้ามเข้านะครับ แต่ยืนยันได้ว่าเป็นโคลนจากบ่อธรรมชาติจริงๆ
Mud Bath ของจริง ไม่เหมือนที่ผมจินตนาการไว้
ก่อนมา ผมคิดว่า Mud Bath น่าจะเป็น… บ่อที่เต็มไปด้วยโคลนข้นๆ แล้วเรากระโดดลงไปทั้งตัว ไม่ใช่ครับ ตัวบ่อจริงเป็นน้ำ Geothermal และมีโคลน Geothermal เตรียมไว้ให้เราตักขึ้นมาทาตามตัว Hell’s Gate ระบุว่าแต่ละ Mud Bath มีโคลนอยู่ประมาณ 40–60 กิโลกรัม สำหรับใช้งานในบ่อ พอลงไปก็เริ่มเลยครับ หน้าก่อน แขน ตัว หลัง
สุดท้าย… เทาทั้งคน ถ้ามากันหลายคนแบบเรา ยิ่งสนุก เพราะสุดท้ายไม่ได้ทาแค่ตัวเอง ช่วยกันทาจนแทบจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร
บ่อจะมีหลายบ่อ พนักงานจะเลือกให้ ตามเวลา…
สนุกกำลังดี…พนักงานมาบอกหมดเวลาแล้ว
อีกเรื่องที่ผมจำได้คือ Mud Bath ไม่ได้ปล่อยให้นั่งกันยาวๆ และข้อมูลปัจจุบันยืนยันว่า… จำกัดประมาณ 20 นาทีต่อคนต่อวัน Hell’s Gate ระบุข้อจำกัดนี้ไว้เพื่อเหตุผลด้าน Health & Safety เพราะฉะนั้นพอครบเวลา พนักงานจะมาแจ้งให้ขึ้นจาก Mud Bath ตอนแรกก็มีความรู้สึกว่า… เพิ่งทาครบเอง แต่ 20 นาทีจริงๆ กำลังดีครับ เพราะเรายังมีขั้นต่อไป
แนะนำให้ทำการพอกโคลนตามร่างกายก่อนจะลงไปแช่…
ล้างโคลน แล้วลง Sulphur Spa ต่อ
ออกจาก Mud Bath แล้วต้องล้างโคลนออก จากนั้นสามารถไปแช่ Sulphur Spa ต่อได้ ตรงนี้ Relax กว่า Mud Bath เยอะ ไม่มีภารกิจต้องทาอะไรแล้ว แค่ลงไปนั่งแช่น้ำร้อน อุณหภูมิของ Spa จะอยู่ประมาณ 37–41°C แตกต่างกันตามบ่อและสภาพอากาศ และวันที่เราไปอากาศด้านนอกค่อนข้างเย็น กลายเป็นข้อดีเลยครับ เพราะการแช่ Outdoor Geothermal Pool ตอนอากาศเย็น…
กำลังสบายมาก ตัวอยู่ในน้ำอุ่นๆ หน้าโดนอากาศเย็น รอบตัวมีธรรมชาติ นี่คือหนึ่งในช่วงที่ผมชอบที่สุดของวันนี้
พอกโคลนเสร็จแช่น้ำต่อ อุ่นสบายมากๆ
แต่ Hell’s Gate มีของฝากติดตัวกลับบ้าน
ไม่ใช่ของฝากจาก Gift Shop นะครับ กลิ่น Sulphur Sulphur มีกลิ่นเฉพาะตัวที่หลายคนน่าจะนึกถึงกลิ่นไข่ต้ม หรือถ้าแรงหน่อยก็… ไข่เน่า และกลิ่นสามารถติดชุดว่ายน้ำได้ Hell’s Gate มีคำแนะนำเรื่องการซักชุดหลังใช้บริการโดยเฉพาะ และยังเตือนว่าชุดสีอ่อนอาจเกิดการเปลี่ยนสีได้ ดังนั้นถ้าจะมา ผมมีคำแนะนำง่ายๆ อย่าเอาชุดว่ายน้ำตัวโปรดที่สุดมา เอาชุดที่พร้อมลุยจะสบายใจกว่า
Hell’s Gate ควรจองล่วงหน้า
อันนี้สำคัญครับ โดยเฉพาะถ้าตั้งใจมา Mud Bath Mud Spa เปิดเป็นรอบและมี Capacity จำกัด จึงควรจองวันและเวลาล่วงหน้า อย่าคิดว่าไปถึงแล้วจะลงได้ทันที เพราะถ้ารอบเต็มอาจต้องรอหรืออดเล่นเลย ปัจจุบันมีทั้ง Ticket เฉพาะ Geothermal Walk, Mud Bath & Spas และ Package ที่รวมทั้งสอง Experience ราคาและรอบสามารถเปลี่ยนได้ แนะนำเช็กจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง
Hell’s Gate – Official Website & Booking
ส่วน Polynesian Spa ก็มี Pool Areas และ Package หลายระดับ ควรเลือกก่อนว่าอยากได้ Family, Adult Pool, Lake View หรือ Private Pool
Polynesian Spa – Official Website
Polynesian Spa กับ Hell’s Gate ถ้าเลือกได้แค่ที่เดียว?
หลังจากไปทั้งสองแห่ง ผมว่า มันแทนกันไม่ได้เสียทีเดียว Polynesian Spa ให้ความรู้สึกเป็น Relaxation บรรยากาศดี วิว Lake Rotorua เลือกแช่น้ำแร่หลายอุณหภูมิ นั่งยาวๆ แบบไม่ต้องทำอะไร
ส่วน Hell’s Gate เป็น Experience เดินดู Geothermal Reserve เห็นบ่อโคลนจริง ได้ลง Mud Bath เอาโคลนทาตัว
แล้วค่อยไปแช่ Sulphur Spa ดังนั้นถ้าอยาก พักผ่อน ผมเอนไปทาง Polynesian Spa ถ้าอยากได้ กิจกรรมที่กลับมาแล้วมีเรื่องเล่าและรูปสนุกๆ Hell’s Gate เด่นกว่า แต่ถ้ามีเวลาหนึ่งวันแบบเรา… ไปสองที่เลยครับ เพราะอารมณ์ต่างกันมาก
มา Rotorua แล้ว Geothermal ไม่ได้มีไว้แค่ดู
หลังจากเที่ยว Rotorua มาหลายวัน ผมเริ่มรู้สึกว่าแต่ละสถานที่กำลังเล่าเรื่องเดียวกันให้เราฟังคนละแบบ ที่ Te Puia เราเห็นว่า Geothermal ทำให้เกิด Pōhutu Geyser และชุมชน Māori ใช้ความร้อนจากธรรมชาติในการดำเนินชีวิตและปรุงอาหารอย่างไร
พอมาถึงวันนี้… เราได้สัมผัสมันกับตัวเอง ช่วงเช้าแช่น้ำแร่ร้อนที่ Polynesian Spa มอง Lake Rotorua พร้อม Steam ที่ลอยขึ้นจากอีกฝั่ง แล้วไม่กี่ชั่วโมงต่อมา… เรากลายเป็นมนุษย์โคลนอยู่ใน Hell’s Gate สองสถานที่ สองอารมณ์ แต่มีต้นกำเนิดเดียวกันจากพลังงานความร้อนใต้พื้นดินของ Rotorua และถ้าถามผมว่า… มา Rotorua แล้วควรลอง Geothermal Spa ไหม?
ผมว่า ควรหาโอกาสลองสักครั้ง โดยเฉพาะถ้ามาช่วงอากาศเย็นเหมือนเรา เพราะหลังจากเดินเที่ยว New Zealand กันมาหลายวัน… บางทีวันที่ดีที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องเดินให้ครบ 20,000 ก้าว แค่นั่งแช่น้ำร้อน แล้วปล่อยให้ Rotorua ทำงานของมันก็พอครับ























