รีวิว SAKAE One Bangkok ชาบู Wagyu ที่ผมกลับไปกินซ้ำ แต่เนื้อตัวโปรดกลับไม่ใช่ A5
ใครว่ากิน Wagyu ต้องเลือก A5 ถึงจะดีที่สุด? ผมมากิน SAKAE One Bangkok หลายรอบแล้วครับ ที่นี่มีทั้ง Yonezawa Wagyu A5, Oguma Wagyu A4 และ Tokachi Herb Wagyu F1 ให้เลือก ถ้ามองจากเกรด… แน่นอนว่า A5 ดูน่าจะเป็นพระเอก แต่กินไปกินมา ตัวที่ผมสั่งบ่อยที่สุดกลับเป็น Tokachi Herb Wagyu F1 เหตุผลง่ายมากครับ
ผมรู้สึกว่ามันกำลังดี ไม่เหนียวไป ไม่มันไป ยังได้ Texture ของเนื้อให้เคี้ยว แต่ก็มีไขมันแทรกพอให้เนื้อนุ่ม กินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยนเร็วเหมือน Wagyu ที่ไขมันสูงมากๆ แล้วถ้ามาร้านนี้บ่อยจนเริ่มรู้ทาง… ลองถามพนักงานเพิ่มอีกประโยคว่า “วันนี้มีเนื้อโอ่งไหม?” ถ้ามี… สั่งครับ ห้าๆๆๆๆๆ เพราะมันเป็นเมนูที่ไม่ได้มีทุกวัน มีเนื้อหลายส่วนรวมกัน บางวันมี Wagyu ดีๆ ปนอยู่ด้วย แต่ราคาแค่ร้อยกว่าบาท เดี๋ยวเรื่องนี้ไว้เล่าต่อด้านล่างครับ
ที่นี่เป็นชาบูแบบหม้อเดี่ยว มีทั้งแบบโต๊ะ เคาร์เตอร์บาร์ และห้อง VIP ถ้ามาช่วงทานอาหารอาจจะต้องจองกันหน่อยนะครับ ที่นั่งไม่เยอะเท่าไหร่
SAKAE เป็นชาบูแบบไหน?
SAKAE เป็นร้าน Japanese Shabu-Shabu & Sukiyaki แบบพรีเมียม สาขาที่ผมมากินอยู่ที่ One Bangkok ชั้น 3 โซน The Storeys ร้านนี้ไม่ใช่ชาบูบุฟเฟต์ที่ตั้งใจให้เรากินเนื้อให้ได้เยอะที่สุดนะครับ แต่จะเป็นการกินแบบ Course เลือกก่อนว่าจะกิน Shabu-Shabu หรือ Sukiyaki จากนั้นเลือก Course เลือกเนื้อ เลือกน้ำซุป แล้วอาหารจะค่อยๆ เสิร์ฟมาตามลำดับ
มีทั้ง Appetizer, Sashimi, เนื้อ, ผัก, ข้าวหรืออุด้ง ไปจนถึงของหวาน เพราะฉะนั้น ถ้ามาด้วยความคิดว่า “ต้องกินเนื้อให้ได้เยอะที่สุดถึงจะคุ้ม” ร้านนี้อาจไม่ใช่แนวนั้นครับ แต่ถ้าอยากกินเนื้อดีๆ แบบไม่รีบ มีอาหารประกอบครบเป็นมื้อ และอยากลอง Wagyu หลาย Character ผมว่าร้านนี้น่าสนใจมาก
ก่อนเลือกเนื้อ… เลือกน้ำซุปก่อน
ร้านมีให้เลือก 3 แบบครับ Kombu Soup ซุปคอมบุแบบญี่ปุ่น รสจะค่อนข้างเบาและสะอาด ข้อดีคือไม่กลบรสชาติของเนื้อ ใครตั้งใจมาลอง Wagyu แล้วอยากสัมผัสรสเนื้อแบบตรงๆ ผมว่าตัวนี้เหมาะครับ
SAKAE Golden Dashi Soup +50 บาท ⭐️
แต่ถ้าถามผม… Golden Dashi ครับ ห้าๆๆๆๆๆ เพิ่มแค่ 50 บาท แต่ผมเลือกตัวนี้แทบทุกครั้ง น้ำซุปทำจากปลาแห้ง 2 ชนิด สีออกเหลืองทองตามชื่อ รสชาติหอม หวาน กลมกล่อม ซดเปล่าๆ ก็อร่อย แล้วข้อดีคือยิ่งกินไปเรื่อยๆ… น้ำซุปยิ่งอร่อยขึ้น เพราะเราเอาทั้งเนื้อและผักลงไปลวกตลอดมื้อ ความหวานจากผัก รสจากเนื้อ ไขมัน Wagyu เล็กๆ ค่อยๆ ลงไปรวมกับ Dashi เดิม
ตอนเริ่มกินกับตอนใกล้จบมื้อ น้ำซุปแทบจะเป็นคนละ Character กันเลยครับ และที่สำคัญ… อย่าเพิ่งซดหมด เก็บไว้ทำข้าวต้มตอนท้าย อันนี้เด็ด เดี๋ยวเล่าต่อครับ
Sukiyaki
อีกทางเลือกคือ Sukiyaki แบบญี่ปุ่น รสจะเข้มกว่า Shabu และเสิร์ฟคู่กับ Mori-Tama Egg ไข่สดสำหรับเอาเนื้อที่ปรุงสุกแล้วมาจิ้ม ใครชอบรสหวานเค็มเข้มๆ น่าจะเหมาะกับตัวนี้มากกว่า ส่วนตัวผมยังกลับไป Golden Dashi เหมือนเดิมครับ
น้ำจิ้มมี 4 แบบ แต่ผมจบที่ Ponzu
จากเมนูร้านมี SAKAE Signature Sauce — 30 บาท ซอส Signature ที่มีความเข้มข้นและมีมันกุ้งเป็นส่วนประกอบ Gomadare Sauce — 30 บาท ซอสงาญี่ปุ่น หอมมัน Yuzu Ponzu Sauce — 30 บาท เปรี้ยว เค็ม สดชื่น มีกลิ่นยูซุ และ Mori-Tama Egg — 30 บาท สำหรับ Sukiyaki แต่ของผม…
Yuzu Ponzu + หอมซอย
จบครับ ห้าๆๆๆๆๆ ผมชอบใส่หอมซอยลงใน Ponzu เยอะๆ แล้วเอาเนื้อที่เพิ่งลวกเสร็จจุ่มลงไป ความเปรี้ยวสดชื่นของ Ponzu ช่วยตัดไขมัน Wagyu ได้ดีมาก แล้วได้ความหอมสดๆ จากต้นหอมเพิ่มขึ้นมาอีก กินแล้วไม่เลี่ยน และข้อดีที่ผมชอบมากคือ หอมซอยเติมได้เรื่อยๆ อันนี้สำหรับผมสำคัญ เติมไปครับ ห้าๆๆๆๆๆ
เนื้อมีอะไรบ้าง?
ตรงนี้คือความสนุกของ SAKAE เพราะไม่ได้มีคำว่า Wagyu แล้วจบ แต่มีทั้งแหล่งเลี้ยง เกรด และ Character ของเนื้อให้เลือกต่างกัน จากเมนูที่ผมกินปัจจุบัน มี 3 กลุ่มหลักที่น่าสนใจครับ
Yonezawa Wagyu A5 — Yamagata
ตัวพรีเมียมสุดคือ Yonezawa Wagyu A5 จากจังหวัด Yamagata เป็น Wagyu ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น จุดเด่นคือ Marbling หรือลายไขมันที่ละเอียดมาก เนื้อนุ่ม ฉ่ำ และมีความละลายในปากสูง ร้านมีให้เลือกทั้ง Ribeye, Striploin หรือ Mixed Yonezawa Wagyu A5 ที่รวม Ribeye และ Striploin มาให้ลองพร้อมกัน เนื้อใน Course อยู่ที่ประมาณ 150 กรัมต่อคน ถ้าอยากมาลอง A5 แบบเต็มๆ ตัวนี้คือพระเอกของร้านเลยครับ
Oguma Wagyu A4 — Saitama
ขยับลงมาเป็น Oguma Wagyu A4 จากจังหวัด Saitama ยังได้ Character แบบ Wagyu ชัดเจน มีไขมันแทรก มีความนุ่ม แต่ไม่ไปสุดทางเรื่องไขมันเท่า A5 ผมว่าคนที่อยากได้ความหอมมันแบบ Wagyu แต่ไม่อยากให้หนักจนเกินไป สามารถเริ่มจากระดับนี้ได้ครับ
Tokachi Herb Wagyu F1 — Hokkaido ⭐️ ตัวที่ผมสั่งประจำ
แล้วก็มาถึงตัวโปรดของผม Tokachi Herb Wagyu F1 จาก Hokkaido หลายคนเห็นคำว่า F1 แล้วอาจคิดว่า “เกรดต่ำกว่า A5 หรือเปล่า?” จริงๆ อย่าเทียบแบบนั้นครับ F1 ในที่นี้เป็นเรื่องของสายพันธุ์ ไม่ใช่คะแนนคุณภาพแบบ A4/A5 และ Character ของเนื้อก็ต่างกัน
สำหรับผม… ชอบ F1 มากกว่า เพราะ Balance ดีมาก มีเนื้อแดงให้เคี้ยว ไม่เหนียว มีไขมันแทรกพอให้เนื้อนุ่ม แต่ไม่ได้มันจนกินไป 4-5 แผ่นแล้วเริ่มรู้สึกหนัก ผมกินร้านนี้หลายรอบแล้ว สุดท้ายตัวที่กลับมาสั่งซ้ำบ่อยที่สุดก็คือตัวนี้ครับ บางที “แพงที่สุด” “เกรดสูงที่สุด” กับ “ตัวที่เราชอบที่สุด” มันไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเดียวกันครับ
เผื่อมีผู้ติดตามไม่ทานเนื้อ ที่นี่ยังมีหมูและปลาให้เลือก
แล้วส่วนของเนื้อล่ะ?
นอกจากเลือกชนิด Wagyu แล้ว ร้านยังเลือก Cut ที่เหมาะกับ Shabu-Shabu และ Sukiyaki ด้วย หลักๆ มี
- Striploin สันนอก Balance ระหว่างเนื้อแดงกับไขมันค่อนข้างดี กินง่าย
- Ribeye ริบอาย Marbling สูงขึ้น มีความนุ่ม ฉ่ำ และมันมากกว่า ถ้าเป็น Yonezawa A5 จะเห็นลายไขมันสวยมาก
- Chuck Roll สันคอ มีทั้ง Texture ของเนื้อและไขมัน Character ค่อนข้างชัด
- Brisket เนื้อหน้าอก มี Texture ให้เคี้ยวมากขึ้น เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากได้เนื้อแบบละลายในปากทุกคำ
เพราะฉะนั้นเวลาสั่ง อย่าดูแค่คำว่า A5 หรือ A4 อย่างเดียวครับ สายพันธุ์ + แหล่งเลี้ยง + ส่วนของเนื้อ ทั้งหมดมีผลกับประสบการณ์ตอนกิน
Course มี 3 ระดับ
SAKAE แบ่ง Course หลักเป็น Premium Course, Superior Course และ Prime Course ราคาเปลี่ยนตาม Course และเนื้อที่เราเลือก อย่างถ้าเลือก Yonezawa Wagyu A5 150 กรัม จากเมนูปัจจุบันจะอยู่ประมาณ
- Premium Course — 2,250++ บาท
- Superior Course — 2,500++ บาท
- Prime Course — 2,850++ บาท
Prime จะเป็น Course ที่อาหารประกอบครบที่สุด มีตั้งแต่ Appetizer ไปจนถึง Sashimi และ Dessert ไม่ได้แพงไปหมดนะครับ เนื้อราคาไม่ถึงพันก็มี ส่วนของหมูก็หลักร้อยครับ
ใครสั่งเซ็ทแบบไม่มีซาชิมิ สั่งเพิ่มเติมได้
Prime Course ได้อะไรบ้าง?
ถ้าเลือก Prime Course จะเริ่มตั้งแต่…
- Soup เลือก Shabu-Shabu หรือ Sukiyaki
- Appetizer เลือก Tomato Salad หรือ Sesame Tofu
- Sashimi 2 เมนู Madai Aburi Sashimi ปลามาไดย่างไฟด้านนอก และ Tuna Akami Sashimi & Cutie Oyster Akami ปลาทูน่าเนื้อแดง เสิร์ฟคู่ Oyster
- Meat เลือกเนื้อตามที่ต้องการ
- Unlimited Vegetables ผักเติมได้ไม่อั้น อันนี้ผมชอบมาก เพราะกินเนื้อเยอะๆ แล้วมีผักมาช่วย Balance
และถ้าเลือก Golden Dashi… ยิ่งเติมผัก น้ำซุปยิ่งหวานครับ หอมใหญ่ ต้นหอมญี่ปุ่น ผักต่างๆ ต้มไปเรื่อยๆ แล้วความหวานธรรมชาติจะค่อยๆ ลงไปอยู่ในน้ำซุป
- Rice or Udon เลือกได้ระหว่าง Koshihikari Rice หรือ Inaniwa Udon
- Complimentary Menu มี Mini Don ให้เลือก อย่าง Mini Beef Tallow Fried Rice Don หรือ Mini Japanese Fried Rice Don
- Dessert เลือกได้ทั้ง Lemon Cake, Melon, Yuzu Sherbet Matcha Ice Cream หรือ Seasonal Ice Cream
เรียกว่ากินเป็น Course เต็มมื้อครับ
ของกินเล่น เต้าหู้และสลัดมะเขือเทศ ส่วนตัวผมไม่กินทั้ง 2 อย่าง แต่เต้าหู้ที่นี่ผมกินได้ครับ อร่อย
เมล่อนหวานมาก ไอติมยูสุก็อร่อย อร่อยมากตรง เยลลี่เหนียวหนึบด้านบน
แล้วก็มาถึง “เมนูลับ” ที่ผมไม่อยากบอก…
วันนี้มี “เนื้อโอ่ง” ไหมครับ?
อันนี้ผมมากินหลายรอบถึงได้รู้ครับ ห้าๆๆๆๆๆ เวลาไปลองถามพนักงานว่า “วันนี้มีเนื้อโอ่งไหม?” ถ้ามี… ผมสั่งครับ เนื้อโอ่ง คือ ชิ้นเนื้อที่เหลือจากการ Cutting เนื้อก้อนใหญ่ของร้านในแต่ละวัน เวลาตัด Wagyu หรือเนื้อส่วนต่างๆ ให้เป็นแผ่นสวยสำหรับเสิร์ฟใน Course จะมีเนื้อบางส่วนที่ขนาดหรือรูปทรงไม่เหมาะกับการจัดจานหลักเหลืออยู่ ร้านก็เอาหลายๆ ส่วนมารวมกัน บางวันมี Wagyu ดีๆ ปนมาเยอะด้วย
หน้าตาอาจไม่ได้เป็นแผ่นสวยเหมือนเนื้อ Course ชิ้นเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง คนละ Cut กันบ้าง แต่… คุณภาพเนื้อยังดีครับ ที่สำคัญคือ ราคา ร้อยกว่าบาท ผมว่าคุ้มมาก แต่ปัญหาคือ… ไม่ได้มีทุกวัน วันไหนร้านขายเยอะ Cutting เนื้อเยอะ ก็อาจมีเยอะหน่อย บางวันเหลือน้อยก็หมดเร็ว บางวัน… ไม่มีครับ
ดังนั้นถ้าไปกิน ลองถามก่อน “วันนี้มีเนื้อโอ่งไหม?” ได้ก็คือโบนัสครับ
เนื้อโองคือดีย์ แนะนำ ห้ามพลาด…
ผักเติมได้เรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบใส่หมด
อีก Detail ที่ผมชอบของร้านคือ ผัก Unlimited เติมได้เรื่อยๆ (ทางร้านจะมีชุดผัก ชุดแรกมาให้ก่อน ถ้าไม่ได้กินทั้งหมดบอกไม่เอาได้ เลือกที่เรากินได้ อย่างผมชอบสั่งเฉพาะ ต้นหอมญี่ปุ่น กับ ป๋วยเล้ง) ผมชอบค่อยๆ ใส่ครับ ไม่เทลงหม้อทั้งหมดตั้งแต่แรก กินเนื้อ เติมผัก ซด Golden Dashi แล้วค่อยเติมใหม่ ข้อดีคือผักไม่เละ และน้ำซุปจะค่อยๆ เปลี่ยนรสไปตลอดมื้อ
จนสุดท้าย… อย่าเพิ่งให้พนักงานยกหม้อไปนะครับ เพราะของอร่อยยังไม่จบ
Golden Dashi ตอนท้าย… ต้องทำ Zosui
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือก Golden Dashi บ่อยมาก ตอนเริ่มมื้อ น้ำซุปหอมปลาแห้ง หวานเบาๆ แต่หลังจากผ่าน Wagyu, F1, ผัก, หอมใหญ่, ต้นหอมญี่ปุ่น และสารพัดอย่างมาทั้งมื้อ… น้ำซุปตอนท้ายไม่เหมือนตอนเริ่มแล้วครับ มันมีทั้งรสจากเนื้อ ไขมัน Wagyu ความหวานจากผัก และ Dashi รวมกันอยู่ในหม้อ
ร้านมี Zosui Set ราคา 80 บาท ได้ ข้าว Mori-Tama Egg และ Nori เอาข้าวลงหม้อ ต้มกับน้ำซุปที่เหลือ ตามด้วยไข่ แล้วโรยสาหร่าย กลายเป็น Zosui หรือข้าวต้มญี่ปุ่น อันนี้… อร่อยมากครับ ผมชอบมาก
น้ำซุปที่กินมาตลอดทั้งมื้อถูกเอามาใช้จนหยดสุดท้าย แล้วรสชาติของข้าวต้มแต่ละครั้งยังอาจไม่เหมือนกันด้วย ขึ้นกับว่าเรากินเนื้ออะไร ใส่ผักอะไร และเหลือน้ำซุปไว้มากแค่ไหน ถ้าเลือก Golden Dashi แล้ว… ผมแนะนำให้เหลือน้ำซุปไว้ทำ Zosui ตอนท้ายครับ
สำหรับผมมื้อนี้ถึงจะจบสมบูรณ์
จริงๆ แล้ว แอบบอก ไม่ต้องซื้อ Zosuoi Set เพิ่มก็ได้ครับ แค่เหลือผัก เหลือเนื้อ เหลือไข่ เหลือข้าวไว้อย่างละหน่อย น้ำซุปติดหม้อใส่ทุกอย่างลงไป รอข้าวพองๆ หน่อย อืดๆ นิด ผมชอบ ก็อร่อยแล้วครับ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
แล้ว SAKAE คุ้มไหม?
ถ้าเอาไปเทียบกับชาบูบุฟเฟต์ คงเทียบกันยากครับ เพราะร้านนี้ไม่ได้ขาย Quantity แต่ขาย คุณภาพของเนื้อ การเลือกเนื้อ น้ำซุป อาหารประกอบ และประสบการณ์การกินแบบ Course สิ่งที่ผมชอบคือมากินหลายรอบแล้วยังเปลี่ยนประสบการณ์ได้
วันนี้กิน A5 ครั้งหน้าลอง F1 เปลี่ยน Ribeye เป็น Striploin เปลี่ยน Kombu เป็น Golden Dashi หรือวันไหนโชคดี… ได้เนื้อโอ่งเพิ่มมาอีก มันเลยไม่ใช่ร้านที่ผมรู้สึกว่ากินครั้งเดียวแล้วจบครับ
ถ้าให้ผมสั่งเอง ผมเลือกแบบนี้
ถ้าถามจากคนที่มากินหลายรอบแล้ว…
- เนื้อ: Tokachi Herb Wagyu F1
- ซุป: SAKAE Golden Dashi +50 บาท
- น้ำจิ้ม: Yuzu Ponzu + หอมซอยเยอะๆ น้ำจิ้มงาไว้จิ้มผักต้ม
- ผัก: เติมไปเรื่อยๆ อย่าใส่หมดทีเดียว
- เมนูลับ: ถามหาเนื้อโอ่งก่อน ถ้ามีสั่ง
- ปิดท้าย: แอบเหลือ น้ำซุป ผัก เนื้อ ไข่ ข้าว อย่างละหน่อย ทำข้าวต้ม
อันนี้คือ Combination ที่ผมชอบที่สุดตอนนี้ครับ
A5 อร่อยไหม? อร่อยครับ แต่ถ้าให้กลับไปพรุ่งนี้… ผมก็ยังเลือก F1 เหมือนเดิม ห้าๆๆๆๆๆ
สรุป รีวิว SAKAE One Bangkok
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของ SAKAE คือร้านทำให้คำว่า “Wagyu” ไม่ได้จบอยู่ที่ A5 = ดีที่สุด แต่ทำให้เราได้ลองว่าเนื้อแต่ละแบบมี Character ต่างกันยังไง
- Yonezawa Wagyu A5 นุ่มมาก ไขมันแทรกสวย ละลายในปาก สมกับเป็นเนื้อระดับพรีเมียม
- Oguma Wagyu A4 ยังได้ความหอมมันแบบ Wagyu แต่ Balance ระหว่างเนื้อกับไขมันมากขึ้น
ส่วนตัวที่ผมกลับมาสั่งบ่อยที่สุดกลับเป็น Tokachi Herb Wagyu F1 ไม่ใช่เพราะมันแพงที่สุด แต่เพราะผมรู้สึกว่า… มันกินอร่อยที่สุดสำหรับผม เนื้อไม่เหนียว ไขมันไม่เยอะจนเกินไป ยังมี Texture ให้เคี้ยว และกินต่อได้หลายแผ่นโดยไม่รู้สึกเลี่ยนเร็ว
ผมว่าตรงนี้แหละเป็นเสน่ห์ของร้าน เราไม่จำเป็นต้องเลือกเนื้อจากตัวเลข A5, A4 หรือราคาที่แพงที่สุดเสมอไป ลองกินแล้วหาตัวที่เราชอบดีกว่าครับ ส่วนอีกอย่างที่ผมแทบจะเลือกเหมือนเดิมทุกครั้งคือ SAKAE Golden Dashi เพิ่ม 50 บาท หอมปลาแห้ง หวาน กลมกล่อม ยิ่งลวกเนื้อและผักไปเรื่อยๆ น้ำซุปยิ่งอร่อยขึ้น
กินคู่กับ Yuzu Ponzu ใส่หอมซอยเยอะๆ อันนี้เป็น Combination ที่ผมชอบมาก ผักก็เติมได้เรื่อยๆ แล้วอย่าเพิ่งรีบซด Golden Dashi หมดนะครับ… ทำข้าวต้มตอนท้าย
ถ้าถามว่า SAKAE One Bangkok เหมาะกับใคร? ผมว่าเหมาะกับคนที่อยากกินชาบูหรือสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่นจริงจังขึ้นมาอีกระดับ ไม่ได้ต้องการกินให้เยอะที่สุดแบบบุฟเฟต์ แต่อยากเลือกเนื้อดีๆ ลอง Wagyu หลาย Character มี Sashimi และอาหารประกอบ กินผักได้เรื่อยๆ แล้วค่อยๆ กินเป็น Course ตั้งแต่คำแรกจนถึงข้าวต้มหม้อสุดท้าย
สำหรับผม… นี่ไม่ใช่ร้านที่กินครั้งเดียวแล้วจบครับ เพราะผมกลับไปกินหลายครั้งแล้ว และถ้ากลับไปอีก… F1 + Golden Dashi + Yuzu Ponzu ใส่หอมเยอะ ๆ + ถามหาเนื้อโอ่ง + ปิดท้าย ด้วยการทำข้าวต้ม เหมือนเดิมครับ ห้าๆๆๆๆๆ
SAKAE One Bangkok อยู่ตรงไหน?
- One Bangkok ชั้น 3 โซน The Storeys
- เดินทางสะดวกด้วย MRT สถานีลุมพินี มีทางเชื่อมเข้าสู่ One Bangkok
- ขับรถมาสามารถจอดภายใน One Bangkok ได้
- เปิดทุกวันประมาณ 10.00–22.00 น.
- ราคาที่ระบุในเมนูยังไม่รวม Service Charge 10% และ VAT 7%
ถ้าตั้งใจมากินช่วงเย็นหรือวันหยุด ผมแนะนำให้เช็กโต๊ะหรือจองล่วงหน้าก่อนครับ















